Skip to main content


โดย The Red Road Project 2009


มีน้องชายคนนึงชื่อประหลาด เคยคุยกันถึงเรื่องนี้ เขาบอกสมัยเรียนประถม ไม่ชอบชื่อตัวเอง ปักชื่อตรงอกเสื้อนักเรียนยาวเกือบถึงรักแร้ เลยงอแง ไม่อยากไปโรงเรียน เพราะเขาชื่อ "อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ" ครูหว่านล้อมยังไงก็ไม่ได้ผล เลยเปลี่ยนชื่อเป็น "วัชรพล" เพื่อนๆ พี่ๆ คุณครูเรียกวัชรพล ตัวเขาเองก็เข้าใจมาตลอดว่าพ่อแม่เปลี่ยนชื่อให้แล้ว จนถึง ป.2 มีเหตุการณ์อะไรสักอย่างทำให้รู้ความจริงว่ายังคงชื่อเดิม เขาโกรธมากประสาเด็ก แต่พอโตขึ้นทำให้รู้ว่าชื่อประหลาดนี้มีประโยชน์ เพราะใครๆ ได้ยินแล้วก็นึกอยากเห็นหน้าทันทีแม้กระทั่งรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยก็แย่งกันให้เป็นน้องรหัสเพียงเพราะชื่อ


"
แต่พอเห็นแล้วก็หมดความสนใจเลยอ่ะพี่"

หลังจากนั้นเขาก็ดำเนินชีวิตเป็นนายอาจิณโจนาธาน คนทำงานศิลปะธรรมดาๆ เรื่อยมา




มีคนบอกว่า "โจ" ไม่ใช่คน "ธรรมดา" แต่เป็นคน "ธรรมฮา" เพราะสร้างความเฮฮาและเสียงหัวเราะได้ทุกเวลาทุกสถานที่ นี่ถ้าไม่ตกร่องปล่องชิ้นไปกับศิลปะ โจอาจจะเป็นสมาชิกคณะตลกจนโด่งดังก็เป็นได้

มีช่วงหนึ่งดิฉันหายไปเที่ยวต่างจังหวัดนานไปหน่อย โจเข้ามาถามใน Hi5 ว่า พี่หาย ไปไหน แต่โจเองนะแหละที่ชอบหายไปบ่อยๆ และนานกว่า โผล่มาอีกทีพร้อมรูป ไปลาวมา ไปเวียดนามมา ไปฮ่องกงมา ก่อนหน้านี้ไปจีน เจอ เดวิด เบคแฮม ด้วย ผมทักเขาแต่เขาไม่ตอบ สงสัยไม่เข้าใจภาษาไทย (หว่ะ) ไม่นับทริปต่างจังหวัดที่โจไปโน่นมานี่ตลอด บางครั้งโจก็หายไปช่วยงานศิลปินต่างชาติที่มาแสดงงานศิลปะในเมืองไทย บางคราวโจก็เงียบหายไปกับสุราและเมรัย


ลืมถามว่าโจเคยไปกัมพูชารึเปล่า? เพราะโครงหน้าโจเหมือนพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อย่างแรง (นี่ชมนะ)



เวลาโจหายเงียบไป ก็เป็นอันเข้าใจว่าอีกสักพักก็กลับมาพร้อมเรื่องราวต่างๆ แต่มีอยู่วันหนึ่งราวกลางปีที่แล้ว โจนำเสนอ "โปรเจ็ค" ศึกษางานศิลปะในประเทศสังคมนิยม พวกเราฟังแล้วก็ตื่นเต้นได้ 1 คืน ช่วงนั้นก็เสนอนู่นนี่เฮฮาไปตามเรื่อง จากนั้นเรื่องนี้ก็เงียบไปเหมือนเดิม ประมาณ 1 ปี มั้ง

คืนวันฝนตกกระหน่ำกรุง โจนำเสนอ "อัครอภิมหาโปรเจ็ค" เดินทาง - ทำงานศิลปะ5 เดือน 5 ประเทศ ลาว เวียดนาม จีน มองโกเลีย รัสเซีย ไปคนเดียว ด้วยจักรยาน แถมยังตั้งชื่อโครงการเสร็จสรรพ




"LIVE YOUR ART RIDE YOUR WAY"

The Red Road Project 2009

ตอนนั้นนึกในใจ แกบ้าป่าววะโจ !!!!!!!!! และ $x*9#@+<.,?=%&!};'>X#

 

 


ไม่สิ นอกจากแกจะบ้าแล้วแกยังกล้าด้วย

จะว่าไปแล้วนักแสวงหาทั้งหลายคงเป็นแบบนี้ มีคนหาว่าบ้า มีคนเห็นความกล้า มีคนว่าประหลาด แล้วสุดท้ายพวกเขาก็ค้นพบ สมัยก่อน มาร์โค โปโล ก็เดินทางตามเส้นทางสายไหมมาถึงจีน เดวิด ลิฟวิงสโตน เกือบจะมาจีน แต่เกิดสงครามฝิ่นเลยเปลี่ยนเส้นทางไป สำรวจแอฟริกาแทน แล้วไฉนยุคสมัยใหม่นี้ อาจิณโจนาธาน คนทำงานศิลปะธรรมดาๆ จะเดินทางด้วยจักรยานไม่ได้

ทำไมไปคนเดียวหล่ะโจ

"ผมไปไหนมาไหนคนเดียวจนชิน"

ไม่กลัวเหงาเหรอ

"ไม่กลัวเหงา แต่กลัวหนาวมากกว่า" ฮ่าๆๆๆๆๆ

ปลายทางที่มอสโคว ช่วงสิ้นปีนี้อุณหภูมิน่าจะติดลบถึง 20 องศา แต่ไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวไป มันหนัก กะไปซื้อที่จีน



โจไม่ค่อยเตรียมเสื้อผ้าของใช้มากนัก จะหนักเป้ก็ตรงอุปกรณ์ศิลปะนี่แหละ ไม่นับกล้องถ่ายรูป กล้องวิดีโอ สมุดบันทึก...ลืมถามว่าพกโน้ตบุ๊ครึเปล่า เพราะเขาจะส่งเรื่องราวข้ามประเทศ ตอนนี้เตรียมเปิดเว็บบล็อกแล้ว ช่างเป็นคนทำงานศิลปะที่ไฮเทคโนโลยีมั่กๆ

ที่เลือก 5 ประเทศ ก็เพราะสมัยก่อนเขาปิดประเทศ เลยอยากรู้ว่าศิลปะยุคก่อน ตามที่เคยเรียนกับสมัยนี้แตกต่างกันยังไง อีกอย่าง โจตั้งใจจะทำงานศิลปะในแต่ละที่ที่ไปด้วย ทั้งการวาด การแสดงสด ประติมากรรม บันทึกไว้เป็นภาพถ่าย และวิดีโอ แล้วกลับมาจัดนิทรรศการที่เมืองไทย

สิ่งที่คาดหวังคือการวิพากษ์วิจารณ์จากคนในพื้นที่ และผู้คนบนโลกไซเบอร์ เพราะโจเชื่อว่าแม้จะมีการขีดเส้นแบ่งประเทศ แต่สำหรับงานศิลปะนั้นไร้พรมแดน เป็น "ชีวิต" และเป็น "ภาษา" เดียวกัน




ไม่กี่ชั่วโมงนี่เอง เพิ่งถาม เตรียมร่างกายพร้อมรึยัง?? เพราะปกติ "อาจิณโจนาธานจะยกแก้วเหล้าเป็นอาจิณ" จนแข็งแรงเฉพาะแขนกับคอ แต่เดือนกว่าที่ผ่านมาโจทำสิ่งที่แทบไม่เคยข้องแวะในชีวิต คือ การออกกำลังกาย ตอนนี้นอกจากจะแข็งแรงแล้วยังตัวดำเป็นเหนี่ยง



โจทำเสื้อยืดขายด้วย 200 ตัว ทุกตัวมีหมายเลขกำกับ ไม่มีซ้ำ (น่าภูมิใจสำหรับคนเป็นเจ้าของ) แล้วยังมีถุงผ้า เข็มกลัด ขายได้เยอะแล้ว งบประมาณสำหรับการเดินทางครั้งนี้น่าจะเกินแสน แต่นี่ยังหาได้ไม่กี่ตัง เพราะกะจะทำงานศิลปะแลกค่าที่พักและเงินเอาดาบหน้า (โอ๊ย!!! โจ แกช่างกล้า)

 


นี่เล่าให้เพื่อนรุ่นน้องฟัง เขาอยู่โคราช ซึ่งเป็นทางผ่าน ได้ข่าวว่าจะทำป้ายใหญ่โตให้กำลังใจ พร้อมกับ กรี๊ดๆๆๆๆ เตือนไปแล้วว่าระวังชาวบ้านแถวนั้นด่าเอา เหอๆ ไปกรี๊ดอะไรกับผู้ชายตัวดำขี่จักรยาน

ฟังแล้วตื่นเต้นนะคะ โจจะแถลงข่าวก่อนออกเดินทาง

เดินทางไปไหน? ก่อนออกต่างจังหวัดก็อยู่ในกรุงเทพฯ นี่แหละ ไปจุฬาฯ ทำงานศิลปะ ณ สถานที่ที่จิตร ภูมิศักดิ์ ถูกโยนบก จากนั้นไปสำเพ็ง ทำงานศิลปะฉับพลัน ตรงที่ ดร.ซุน ยัด เซ็น ปาฐกถา แล้วออกกรุงเทพฯ เส้นทางอีสาน (ระหว่างทางช่วงที่ผ่านโคราชก็จะเจอป้ายให้กำลังใจและเสียงกรี๊ด ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ - อะหุ อะหุ)

แล้วก็มุ่งหน้าไป จ.สกลนคร จังหวัดที่จิตร ภูมิศักดิ์ ถูกยิงเสียชีวิต จากนั้นก็ที่บ้านนาจอก อ.เมือง จ.นครพนม บ้านลุงโฮ

 




พ่อแม่พี่น้องแถวนั้นผ่านไปมา เห็นผู้ชายตัวดำ ก้มๆ เงยๆ อย่าเห็นเป็นสิ่งประหลาด ช่วยหาน้ำท่า ข้าวปลาอาหาร ชุบเลี้ยงด้วยนะคะ ศิลปินคนจนจำต้องทนปั่นรถถีบอ่ะคร่ะ จะดีที่สุดถ้าได้ที่พัก เพราะเขาจะขอที่นอนค้างคืนแน่ และแบบว่าเขาตัวดำแต่จิตใจงามค่ะ ถ้าได้นั่งล้อมวงคุยกับเขาอาจจะหัวเราะท้องคัดท้องแข็งจนเก็บมาฝันต่อ ฮ่าๆๆ

ไปนู่นมานี่ จังหวัดโน้น จังหวัดนี้ แถวอีสาน แล้วก็ออกลาวทาง จ.อุบลราชธานี

โจเคยชวน พี่ซื้อจักรยานป่ะ ถีบไปด้วยกัน ส่งผมที่ชายแดนไทย-ลาว หรือจะเข้าลาวไปส่งที่ชายแดนลาว-เวียดนาม

โจเอ้ย!!!! ช่างมองโลกในแง่ดี ประเมินกันสูงเกินไป อย่างพี่เนี่ยนะ แค่ลิฟท์เสียฉันก็ใจหายแว้บแล้ว ขึ้นบันไดไม่ไหว นับประสาอะไรกับปั่นจักรยานข้ามจังหวัด ส่งใจไปเชียร์ได้ป่ะโจ ง่ายดี แหะๆ




อีกอย่างที่จะบอกไว้ล่วงหน้า พี่ไม่รู้ว่าวันแถลงข่าวจะไปได้รึเปล่า ยังไงพี่จะคิดถึงโจทุกวัน จะเข้าเน็ตเช็คความคืบหน้าของโจทุกครั้งที่มีโอกาส รักษาสุขภาพด้วย อย่าลืมถุงเท้า และไฟฉาย จำเป็นมากๆ

 

 

บล็อกของ ที่ว่างและเวลา

ที่ว่างและเวลา
ดอกเสี้ยวขาว เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนพี่น้องลาหู่บ้านนาน้อย ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ และได้กำลังใจอย่างเต็มเปี่ยมอีกครั้ง เมื่อได้ร่วมพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือพิธีมอเลเว ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเคารพธรรมชาติ อย่างนอบน้อม ไก่ หมู ข้าว อาหาร ผลไม้ ของเซ่นไหว้ที่พี่น้องชาวบ้านร่วมกันนำมาบูชา ถูกจัดเตรียมไว้ พร้อมที่จะทำพิธีกรรม บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ กลิ่นธูปได้ลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณงาน ท่ามกลางความเชื่อที่มีต่อผืนป่า ผีป่า ที่คอยปกปักรักษาดงดอยแห่งนี้   อะโหล ปุแส ผู้นำบ้านนาน้อย ได้อธิบายคำว่า มอ เลเว คำว่า มอ…
ที่ว่างและเวลา
อาภัสสร สมบุลย์วัฒนากุล  เสียงเพลงเดือนเพ็ญจากการขับร้องของฉันจบลง ท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้เข้าร่วมงานสามร้อยกว่าคน ที่หอประชุมในมหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา งานนี้ร่วมจัดโดยเพื่อนพ้องจากพม่าที่อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และเพื่อนพ้องคนไทย เพื่อช่วยระดมทุนไปให้พี่น้องชาวพม่าผู้ประสบภัยจากพายุไซโคลนนาร์กิส ฉันบอกพวกเขาว่าฉันไม่ใช่นักร้อง แต่อยากมาร้องเพลง...เพื่อร่วมเป็นกำลังใจให้ทั้งผู้ประสบภัย และเพื่อนชาวพม่าที่อยู่ในไทย ให้สู้ต่อไปอย่างมีความหวัง คืนนั้น ฉันได้เพื่อนใหม่อีกมากมาย…
ที่ว่างและเวลา
อัจฉรียา เนตรเชยต่อจากตอนที่แล้วผู้เขียนกับเพื่อนชาวเวียดนามถกเถียงกันว่า ความจริงแล้วชาวม้งดำที่นี่ “เวรี่แอ็กทีฟ” ในระบบตลาด แต่ทำไมในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น ที่โรงแรม ร้านอาหาร หรือมัคคุเทศน์ (ซึ่งก็เป็นธุรกิจหนึ่งในระบบตลาด) แทบจะไม่มีชาวม้งดำเข้าไปเป็นลูกจ้างเลย เพื่อนเวียดนามบอกว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าเพราะพวกเขามีการศึกษาต่ำ
ที่ว่างและเวลา
อัจฉริยา  เนตรเชยเมื่อสัปดาห์ก่อนผู้เขียนซึ่งเป็นนักเรียนเรียนภาษาเวียดนามที่ฮานอยได้ใช้เวลา 3 วันไปเป็นนักท่องเที่ยวที่ซาปา (Sa Pa) เมืองในหมอกบนพื้นที่สูงของภาคเหนือของเวียดนาม ภูเขาที่นี่สูงเสียดฟ้าสลับซับซ้อนกันหลายลูกจริงๆ จนภูเขาบ้านเราสมควรถูกเรียกว่า “ฮิล” มากกว่า “เม้าเท่นท์” นาขั้นบันไดก็มีให้เห็นกันอย่างดาษดื่นจนกลายเป็นโลโก้ของเมืองนี้ หมู่บ้านม้งดำ และเย้าแดงกลางหุบเขา น้ำตกและลำธารใสๆที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้านมีให้เห็นตลอดสองข้างทาง ทำให้ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนอันสุดแสนจะโรแมนติกของคู่รัก เมื่อต้นปีใครๆ ก็บอกว่าหิมะตกที่ซาปาสวยงามมาก...อยากเห็น (…
ที่ว่างและเวลา
สัมภาษณ์-เรียบเรียง : บัณฑิต เอื้อวัฒนานุกูลรศ.ดร.กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมณ์ เคยเป็นอาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเชี่ยวชาญภาษาทิเบต ทำวิจัยเรื่องทิเบตมานานนับ 10 ปี เคยเดินกราบอัษฎางคประดิษฐ์ (เดิน 3 ก้าว ก้มกราบ 1 ครั้ง) บนเส้นทางของนักแสวงบุญอันเก่าแก่ทุรกันดาร ณ เขาไกรลาสเป็นระยะทางกว่า 80 กม. ปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิพันดารา (Thousand Stars) ซึ่งเป็นองค์กรสร้างการแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องพุทธศาสนาแบบวัชรยานในสังคมไทย และยังคงเดินทางไปทิเบตอยู่เสมอมิว เยินเต็น บวชเรียนใต้ร่มกาสาวพัตร์ของพุทธศาสนาวัชรยานในบ้านเกิดที่ทิเบตมานาน 27 ปี เป็นผู้ติดตาม อ.กฤษดาวรรณ…
ที่ว่างและเวลา
ภู เชียงดาวพะโด๊ะ มาน ซาห์อดีตเลขาธิการสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง กี่ชีวิต…ที่เคว้งคว้างกลางป่ากี่ร่างที่ผวาลอยละลิ่วลับดับสูญนี่คือผลพวงของสงครามนี่คือการกระทำของศัตรูผู้โหดเหี้ยม ผู้บาปหนาและน่าละอายที่คอยกดขี่ข่มเหง เข่นฆ่า ผู้คนหญิงชาย, บริสุทธิ์ผู้รักสันติและความเป็นธรรมเถิดไม่เป็นไร...เราจะไม่ทุกข์ ไม่ท้อใบไม้ใบหนึ่งถูกปลิดปลิวร่วงหากบนก้านกิ่งนั้นยังคงมีใบอ่อนแตกใบให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันยังคงมุ่งมั่นกันอยู่ใช่ไหม นักรบผู้กล้ากับความฝัน ความกล้าในแผ่นดิน ‘ก่อซูเล’ปลุกเร้าจิตวิญญาณเพื่อสืบสานตำนานการต่อสู้เพื่อรอวันทวงคืนผืนแผ่นดินเกิดยังจำกันได้ไหม...…
ที่ว่างและเวลา
‘ดอกเสี้ยวขาว’   การที่ต้องลำบากเดินลัดเลาะไปตามร่องเขา ไต่ขึ้นไปบนความสูงชัน นานหลายชั่วโมง เพียงเพื่อไปกวาดใบไม้บนสันดอยสูงนั้น หลายคนอาจมองเป็นเรื่องธรรมดาไม่สำคัญ แต่สำหรับผมกลับมองว่า นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่และไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ที่นั่น, บนสันดอยสูง...พวกเขาช่วยกันกวาดใบไม้ ก่อนที่จะจุดไฟเผา ซึ่งไม่ได้ไปคนเดียว แต่ไปร่วมกันหมดทุกหลังคาบ้าน มีทั้งผู้เฒ่า เด็กเยาวชน ผู้ใหญ่ ผู้นำทางศาสนา ฯลฯ “ตอนนี้ถ้าทางการเขาสั่งห้ามเผาป่า จะทำได้มั้ย?...” ผมลองแหย่ถามชาวบ้าน “แล้วถ้าเขาสั่งห้ามกินข้าว เราจะทำได้มั้ย...ถ้าเชื่อ เราก็ไม่ได้กินข้าว ไม่ได้กินอะไรเลย...”…
ที่ว่างและเวลา
เรื่อง/ภาพโดย วัชระ สุขปาน ลำธารสีเทา ขัดเงา จนเกิดริ้วสีเงิน ฝูงปลาพลิกพลิ้วตัว สะท้อนแสงกลับไปบอกเวลากับดวงอาทิตย์
ผักกูดอ่อน ยอดใบบอน ยอดผักหนาม ฟ้อนอรชรอยู่ริมคุ้งน้ำ ถ้ายังไม่มีใครไปเก็บ ก็จะเป็นสุมทุม ที่วัวควายชอบซุ่มตัวต้นไม้ล้มขวางลำธารโดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นเพราะธรรมชาติ ก็พอเป็นสะพานใช้ข้ามไปถึงเขียงนา ก็ยังมีขนุน มะม่วง ส้มโอ ถั่ว ข้าวโพดสาลี พริก มะเขือ และพืชผักๆ ฯลฯ ให้ได้เห็น และเก็บกินก่อไฟ ต้มน้ำชา นั่งสนทนา และ บ้างเคี้ยวเมี่ยง สูบยาขี้โย
ที่ว่างและเวลา
ธีรเชนทร์  เดชานักสังคมสงเคราะห์1“หนูมีแม่อยู่สองคนค่ะ” เสียงของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งบอกเล่าให้ฟัง “วันนี้หนูมาหาแม่อีกคนหนึ่งของหนู…”“แล้วหนูจำได้ไหมว่าแม่หนูรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง” ผมลองเอ่ยถามเธอดู ภายหลังคำถาม เด็กหญิงทำท่าทางเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง....เธอนิ่งนานในความเงียบงัน.....แต่ในแววตาที่ไร้เดียงสานั้น เหมือนจะบอกกับผมอยู่อย่างนั้นว่าเธอจำแม่ของเธอได้ดี...เธอจำได้นะ...ผมไม่แปลกใจว่าทำไมเธอถึงให้คำตอบในสิ่งที่ผมถามเธอก่อนหน้านี้ไม่ได้  แม่...ที่เธอกำลังมาหาในวันนี้นั้น คือแม่แท้ๆ ที่อุ้มท้องเธอมา เป็นแม่ผู้ให้กำเนิด แต่ด้วยเหตุผลและความจำเป็นบางอย่าง…
ที่ว่างและเวลา
‘ลีนาร์’ “ยามเมื่อเราต่างพูดถึงความสุข จะเกิดพลังขึ้นและสร้างคุณค่าขึ้นมาได้”คำกล่าวจากใบหน้ายิ้มแย้มของ ลิซ่า คาเมน เจ้าของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง H-FACTOR: where is your heart? ที่เธอและลูกสาวสำรวจธรรมชาติของความสุขของผู้คนข้ามทวีปผ่านคำถามง่าย ๆ ‘ความสุขของคุณคืออะไร’ย้อนไปในวันหนึ่ง ขณะที่ลิซ่าปั่นจักรยานผ่านตอนเหนือของประเทศอินเดีย เธอฉุกคิดขึ้นมาว่าจะทำอย่างไรให้ชาวอินเดียจะแสดงออกถึงความสนุกและความสุขอย่างแท้จริงท่ามกลางความอัตคัดขัดสนที่ยังคงดำเนินอยู่ในเวลานั้น นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของหัวข้อหลักของสารคดีซึ่งเธอและเคย์ล่า ลูกสาววัย 9 ขวบของเธอ…
ที่ว่างและเวลา
‘โถ่เรบอ’หนังสือนวนิยายขนาดสั้น เรื่อง  “เพลงรักช่อดอกไม้” ของ ‘พิบูลศักดิ์ ละครพล’ ที่เคยตีพิมพ์เป็นตอนๆ ใน ‘สกุลไทย’ เมื่อปี 2520 ก่อนสำนักพิมพ์จันทร์ฉายจะนำมารวมเล่มครั้งแรก ในปี 2521 นั้นเปิดฉากด้วยเนื้อเพลงปกาเก่อญอ ที่ชื่อ “แพลาเก่อปอ”“แพลาเก่อปอ ในคืนพระจันทร์ส่องแสง ฉันนั่งเหม่อมอง คอยจ้องแทะนาเต่อกาฉันคอยแสนคอย บะฉ่าเตอถี่บะนา เส่ นอ ถ่อแย เมื่อฉันเคียงคู่กับเธอแมแหม่แคอี ฉันต้องอยู่เดียวเปลี่ยวดายมองหาคู่เคียง บะฉ่าเตอถี่เลอบาโอ้ยอดดวงใจ  แคอีเนอโอะแพแลโปรดจงเห็นใจ เกอหน่าเยอพอคีลา”เพลงนี้ติดหูชาวปกาเก่อญอยาวนานมากว่าสามสิบปี ถือได้ว่าเป็นเพลงยุคแรกๆ…
ที่ว่างและเวลา
‘ฐาปนา’ ผมพบเขาในวันที่เชียงใหม่ยังเปียกปอนจากสายฝน เขาแต่งกายเรียบง่าย บุคลิกคล้ายนักบวช ดูแข็งแรงเหมือนคนอายุสามสิบกว่าๆ  เมื่อได้สนทนา แม้น้ำเสียงเป็นกันเอง แต่ก็แฝงความเคร่งครัดไม่น้อย เขาคือผู้ริเริ่มการเขียน “แคนโต้” บทกวีสามบรรทัดจำนวนสี่ร้อยบทเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ,เป็นผู้ก่อตั้งเวบไซต์ ไทยแคนโต้ (www.thaicanto.com) เมื่อสองปีที่แล้ว และกลายเป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุดของบทกวีสามบรรทัด มีแคนโต้นับพันนับหมื่นบท ปรากฎอยู่ในเวบไซต์แห่งนี้ล่าสุด เขามีผลงานวรรณกรรมขนาดยาวแปดร้อยหน้า ที่ชื่อ “โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก”โดดเดี่ยว และ เด็ดเดี่ยว น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ชัดเจนที่สุดสำหรับตัวเขา…