Skip to main content

เมื่อแรกแรกที่มีข่าวว่าโรคนี้เกิดขึ้นในโลก ใครใครก็พากันเรียกชื่อมันว่าไข้หวัดหมู เพราะว่ากันว่ามันเป็นโรคของหมูที่ดันมาติดคน(ถ้าหากมีโรคของคนไปติดหมูไม่รู้จะเรียกว่าไข้หวัดคนด้วยหรือเปล่า) แต่ต่อมาเขาไม่อยากให้เรียกไข้หวัดหมู เพราะเกรงว่าจะเป็นการใส่ร้ายหมูซึ่งไม่มีความผิด และจะทำให้หมูทั่วโลกพลอยถูกรังเกียจ แต่คงไม่ใช่ความกลัวว่าหมูจะประท้วง เพราะถึงอย่างไรหมูก็มีสิทธิ์อันชอบเพียงอย่างเดียวคือสิทธิ์ในการเป็นอาหารของมนุษย์ ไม่สามารถชูป้ายประท้วงหรือเขวี้ยงก้อนอิฐใส่ตำรวจปราบจลาจลได้แต่ประการใด
\\/--break--\>

ดังนั้น เขา(ใครก็ไม่รู้)ก็เลยให้เรียกใหม่เสียเป็นไข้หวัด ๒๐๐๙ ซึ่งก็คงจะหมายถึงไข้หวัดตัวล่าสุดแห่งปีสองพันเก้านี้(ไม่ใช่ไข้หวัดตัวที่สองพันเก้าร้อย) และก็คงจะหมายความว่า มันเป็นไข้หวัดประจำปีสองพันเก้าด้วย เพราะก็คงจะคิดไตร่ตรองกันถี่ถ้วนแล้วว่าภายในปี้นี้คงจะไม่มีไข้หวัดชนิดอื่นอื่นที่ระบาดร้ายแรงเท่านี้อีกแล้ว หรือถ้าหากมี มันก็ต้องกลายเป็น ไข้หวัด ๒๐๐๙/๑ หรือ ไข้หวัด ๒๐๐๙/๒ กันไปตามแต่จะกำหนด ซึ่งถ้าหากปีหน้ามีไข้หวัดตัวใหม่ใหม่ที่ไม่ใช่ตัวนี้เกิดขึ้นอีก มันก็คงต้องถูกเีรียกชื่อเป็นไข้หวัด ๒๐๑๐ ไข้หวัด ๒๐๑๑ ไข้หวัด ๒๐๑๒ ต่อต่อไปแน่แน่ (อันที่จริง ประเทศไทยเรานับเลขปีตามพุทธศักราช ดังนั้นน่าจะชื่อ ไข้หวัดสองพันห้าร้อยห้าสิบสองน่าจะถูกต้องกว่า)

อันว่าโรคไข้หวัด ๒๐๐๙ นี้ ไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดาธรรมดาเหมือนอย่างไข้หวัดที่เป็นแล้วกินพาราเซตตามอลหรือกินยาลดไข้อื่นอื่นหรือกินยาชุดจากร้านหมอตี๋แล้วก็หาย เพราะหลายหลายคนที่เขาทำอย่างนั้นนอกจากจะไม่หายจากโรคแล้ว ก็ยังเลิกหายใจไปด้วย ตอนที่มันระบาดไปทั่วโลก คนที่เป็นก็ทยอยตายกันไปเป็นสิบเป็นร้อย เหมือนกับกาฬโรคในยุโรปสมัยก่อน หรือเหมือนกับโรคห่าในสมัยรัชกาลที่สี่ หรือไม่ก็เหมือนกับโรคเอดส์เมือสักยี่สิบกว่าปีมาแล้ว รวมทั้งอาจจะเหมือนกับโรคไข้หวัดนกเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือตายกันเยอะเพราะยังไม่รู้วิธีป้องกันรักษา หรืออาจจะตายไม่เยอะเท่าไร แต่ด้วยความที่เป็นโรคใหม่ทันสมัยล่าสุดแ่ห่งยุคโลภาภิวัตน์(โลภ+อภิวัตน์)ซึ่งชาวประชาชอบตื่นตูมกันมากกว่าตั้งสติ สื่อมวลชนสำนักข่าวต่างต่างก็พลอยตีฆ้องร้องป่าว แล้วก็เกิดเป็นเหตุตื่นตระหนกกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง แต่พอเวลาผ่านไป เทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาขึ้น รู้สาเหตุ รู้วิธีป้องกันแ้ก้ไขแล้ว การระบาดก็น้อยลง คนเสียชีวิตก็น้อยลง สื่อมวลชนก็เลิกสนใจใยดี คนก็ไม่กลัวอีกต่อไป แล้วไปไปมามาพอโรคไม่ค่อยจะระบาด ก็พลอยจะลืมชื่อโรคระบาดที่เคยร้ายแรงพวกนี้เอาเสียด้วยซ้ำ

ถ้าเป็นในทำนองอย่างว่า ไข้หวัด ๒๐๐๙ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ทุกวันทุกวัน เีพียงแค่ปีหน้ามันก็จะถูกลืมแล้ว มันจะชื่อเอชไฟว์เอ็นวัน เอชวันเอ็นไฟว์ เอชวันเอ็นวัน หรือ เอชอะไรเอ็นอะไรก็ตามแต่ คนก็จะพูดถึงชื่อของมันอยู่แค่ปีนี้เท่านั้นเอง ฟังดูน่าสงสาร แต่มันเป็นแค่เชื้่อโรค และไม่รับรู้หรอกว่า ใครจะตั้งชื่อมันว่าอย่างไร หน้าที่ของมันก็คือทำให้คนเป็นโรคเท่านั้น

อาการของโรคก็คล้ายไข้หวัดธรรมดาธรรมดา มีอาการหวัดคัดจมูกมีน้ำมูก มึนหัว ปวดหัว ตัวร้อน ตาลาย ไ้ข้ขึ้น เพียงแต่ว่าหากมีอาการหนักหนักเข้าก็อาจจะได้ไปเฝ้าเง็กฮ่วงไต่ตี่ พูดง่ายง่ายว่ามันก็คือไข้หวัดตัวหนึ่งแต่มีอันตรายถึงตาย ที่น่ากลัวคือมันติดกันได้ง่ายง่าย ไม่ต้องถึงกับจามใส่หน้า ขากเสลดรดหัว หรือ ถุยน้ำลายใส่น้ำให้กันกินอย่างกระสือ เพียงแค่อยู่ใกล้ใกล้หายใจเอาอากาศเดียวกันเข้าไป แค่นี้ก็ติดโรคได้แล้ว ฉะนั้น ใครต่อใครเขาถึงหวาดกลัวกันนักหนา ออกจากบ้านไปไหนก็ต้องใส่ผ้าคาดปิดปากปิดจมูก เกรงจะสูดเอาลมหายใจของคนเป็นไข้หวัด ๒๐๐๙ เข้าไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องล้างมือกันบ่อยบ่อย ล้างแล้วล้างอีก ล้างจนนิ้วเหี่ยวก็ยังไม่เลิก

ความจริงประการแรกก็คือ เจ้าเชื้อไข้หวัดมันมีขนาดเล็กกว่าผ้าตั้งไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนเท่า หากมันอยากจะเข้าไปก็คงไม่ลำบากนัก ไม่ต้องกดออดหรือเคาะประตูมันก็เดินทื่อทื่อเข้าไปจนได้ ประการต่อมา หากเป็นไปตามเหตุผลข้างต้น มันก็ต้องมีคนที่ติดไข้หวัด ๒๐๐๙ ทั้งทั้งที่ยังใส่ผ้าคาดปากอยู่ แต่ใครมันจะกล้าไปป่าวประกาศว่า ผ้าคาดปากป้องกันไข้หวัดไม่ได้ หรือถึงจะไปป่าวประกาศ ก็คงไม่มีใครเชื่อ ก็ใครต่อใครเขาใส่กันทั้งนั้น นายกรัฐมนตรีท่านยังใส่ให้ช่างภาพถ่ายภาพลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งโก้ไปเลย ขืนไปตะโกนบอกว่าผ้าคาดปากป้องกันอะไรไม่ได้หรอก เป็นได้โดนอะไรแข็งแข็งทิ่มปากแน่

และประการสุดท้าย คนที่ควรจะใช้ผ้าคาดปากคือคนที่ไม่สบาย ไม่ใช่คนที่สบายดี แต่ตอนนี้ใครต่อใครก็ใส่กันหมดเลยดูไม่ออกแล้วว่าใครเป็นใครไม่เป็น

จะว่าทุกคนเขากลัวก็ใช่ที่ เพราะคนที่ยอมเจ็บหูเพราะยางยืดของผ้าคาดปากมันรัดหู ดูดูไปก็ยังมีจำนวนน้อยกว่าคนที่ไม่ใส่ ซึ่งที่จริงแล้วคนที่กลัวแต่ไม่ใส่ก็คงจะมี และคนที่ไม่กลัวแต่ต้องใส่ก็คงจะมีเหมือนกัน บางคนอาจจะงงว่ามีด้วยหรือ มีสิครับ ที่ว่ากลัวแต่ไม่ใส่ก็เป็นเพราะยางยืดมันรัดหูจนเจ็บหูไง ลองคาดกันดูสิ ชั่วโมงเดียวเท่านั้นแหละ เจ็บเสียจนไม่อยากเอาหูไปห้อยอะไรอีกเลย ส่วนที่ว่าคนที่ไม่กลัวแต่ต้องใส่ ก็อย่างเช่นเด็กนักเรียนที่โดนผู้ปกครองบังคับ สามีที่โดนภรรยาบังคับ หรือ พนักงานที่โดนนายจ้างบังคับ อะไรพวกนั้น เพราะฉะนั้นจะเอาปริมาณการใช้ผ้าคาดปากไปชี้วัดการตื่นตัวของคนไทยต่อการป้องกันโรคไข้หวัด ๒๐๐๙ ท่าจะไม่เหมาะ

เดี๋ยวนี้เวลาขึ้นรถเมล์ เรือด่วน รถไฟฟ้ายิ่งเห็นได้ชัดว่า คนที่กลัวกับคนที่ไม่กลัวแสดงพฤติกรรมต่างกันเยอะเลยเชียว เพราะเดือนกรกฎาคมปีนี้ฝนตกแทบทุกวัน บ้างตกเช้าบ้างตกเย็น บ้างตกทั้งเช้าทั้งเย็นแถมตกกลางคืนอีกต่างหาก พอแดดจะร้อนพ่อเจ้าประคุณก็ว่าซะร้อนเปรี้ยง อยู่ในห้องแอร์เย็นเย็นออกไปเจอแดดร้อนร้อนเข้าหน้ามืดตาเหลือกไปเลยก็มี ใครต่อใครเลยเป็นหวัดคัดจมูก บ้างก็สูดน้ำมูกกันฟืดฟืดฟาดฟาด บ้างก็ไอกันค้อกค้อกแค้กแค้ก พอคนที่มีอาการเหล่านี้มาขึ้นรถเมล์ เรือด่วน หรือรถไฟฟ้า ก็จะกลายเป็นบุคคลที่สังคมรังเกียจในฉับพลัน ถ้ามีที่นั่งว่างก็ไม่มีใครอยากให้นั่งด้วย ถ้ามีที่ยืนว่างก็ไม่มีใครอยากยืนใกล้ใกล้ ถึงแม้จะเป็นแค่หวัดธรรมดาก็เถิด นี่ถ้าเกิดมีใครไอจนตัวโยนหรือน้ำมูกไหลย้อยเป็นเต้าส่วน จะโดนเชิญลงด้วยข้อหาตัวแพร่เชื้อหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

จนถึงเวลานี้ ก็ไม่แน่ใจว่าชาวสยามประเทศจะเป็นโรคไข้หวัด ๒๐๐๙ กันสักเท่าไรกันแน่ เพราะบ้านเรามันมีอะไรแปลกแปลก ตัวเลขเจ็บป่วยเท่านั้นเท่านี้ชอบปิดกันนักกลัวคนจะแตกตื่น แต่พอนักท่องเที่ยวเข้ามาเท่านั้นเท่านี้พวกบวกเพิ่มไปอีกสิบเท่า แต่ก็แว่วแว่วมาว่ายอดผู้ป่วยกำลังไต่อันดับขึ้นสูงสูงในระดับโลก ซึ่งก็เป็นไปตามทฤษฎีประเทศสารขัณฑ์กำลังพัฒนาที่ชอบทำอะไรอะไรให้โด่งดังในระดับโลกไว้ก่อนทั้งที่ตั้งใจจะให้ดังและไม่ได้ตั้งใจจะให้ดัง ยิ่งถ้ากินเนสบุ๊ค รับประทานเนสบุ๊ค เอาไปลงบันทึกอย่างนู้นอย่างนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งชอบใจกันยกใหญ่ จะว่าไป ตัวเลขผู้ป่วยมันก็ไม่น่าชอบใจเท่าไรนัก แต่คงจะติดนิสัยสร้างสถิติจนเลิกยากเสียแล้ว หนังสือพิมพ์หัวสีก็ถือเป็นหน้าที่ ต้องพาดหัวข่าวตัวเป้งเป้งใส่สำนวนให้มันมันทุกวัน ถ้าวันไหนไม่ได้พาดหัวข่าวเรื่องคนเจ็บคนตายประเทศไทยเป็นอันดับที่เท่าไรของโลก ย่อมผิดวิสัยข่าวร้ายแจกฟรี ข่าวดีต้องจ้าง

แต่ที่แน่แน่คือตอนนี้ ชาวประชาหน้าแห้งทั้งหลายไม่ว่าจะสบายดีหรือไม่สบายหรือกำลังจะสบายหรือกำลังจะไม่สบาย ต่างก็กำลังเป็นไข้หวาดกันทั่วหน้า นอกจากจะหวาดผวาว่าน้ำมันจะแพง ข้าวแกงจะขึ้นราคา สามจีไม่ยอมเข้ามา รถไฟฟ้าไม่ยอมมาถึงแล้ว ก็ยังต้องหวาดผวาว่าวันไม่ดีคืนไม่ดีเจ้าไวรัสไข้หวัด ๒๐๐๙ ที่แสนจะเก๋ไก๋ทันสมัยเป็นไข้หวัดแห่งปีมันจะพิศวาสปรี่เข้ามาเพาะเชื้อในตัวเราหรือเปล่า ทั้งทั้งที่รู้ว่า ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าเกิดมาแล้วก็ต้องตาย แถมยังไม่รู้ว่าจะแก่ตายหรือเปล่า หรือจะตายเพราะมะเร็งในสมองเนื่องจากคุยโทรศัพท์มือถือวันละสิบชั่วโมง หรือจะเป็นลมตายหน้าจอคอมพิวเตอร์เพราะไม่ยอมหลับยอมนอนติดกันสามวันสี่คืน ฯลฯ กระนั้นก็ยังขอปฏิเสธ ไม่อยากจะเป็นไข้หวัดตาย เพราะมันดูไม่สมาร์ทไม่โก้ไม่โลกาภิวัตน์ไม่วายเลสไม่ไวไฟ

ผู้สันทัดกรณี :

ลุงอืด คนขายยาดอง อดีตคนเก็บของป่า ดูดยาเส้นมวนเบ้อเริ่มพ่นควันขโมง ให้ความเห็นว่า ไข้หวัด ๒๐๐๙ มันก็เหมือนไข้ป่าหรือมาเลเรียนั่นแหละ สมัยก่อนเป็นแล้วรอดยาก ต้องตายสถานเดียว ชาวบ้านกลัวกันนักหนา แต่คราวนี้ความหวาดผวามันย้ายจากป่ามาอยู่ในเมือง คนกรุงก็เลยต้องเป็นประสาทเพราะกลัวไข้หวัด ๒๐๐๙ ส่วนคนบ้านนอกไม่ได้ไปดูแฮรี่พอตเตอร์ ไม่ได้ไปดูคอนเสิร์ตดงบังชินกิ ไม่ได้ขึ้นรถไฟฟ้า ไม่ได้เดินห้างสรรพสินค้า วันวันอยู่แต่ท้องไร่ท้องนาก็เลยไม่มีความจำเป็นจะต้องไปกลัว

“...
แล้วลุงอยากตายแบบไหนล่ะ?...” ผมถามเหมือนเป็นยมทูต เพราะรู้ว่าแกหยอกแรงแรงได้
...เมาตายสิครับ พี่น้องครับ...” แกยักคิ้วหนึ่งหนตามประสาคนอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปเปิดเพลงของบุปผา สายชล

“...คนจน คนรวย ไม่ช้าก็ม้วยมรณา
คนดี คนบ้า ไม่ช้าทุกคน ก็ตาย
ตายเน่าเหม็น ใครเห็นก็เมินหน้าหน่าย
หมดความหมาย สุดท้ายก็ตายเหมือนกัน...”

 

 

บล็อกของ ฐาปนา

ฐาปนา
เมื่อแรกแรกที่มีข่าวว่าโรคนี้เกิดขึ้นในโลก ใครใครก็พากันเรียกชื่อมันว่าไข้หวัดหมู เพราะว่ากันว่ามันเป็นโรคของหมูที่ดันมาติดคน(ถ้าหากมีโรคของคนไปติดหมูไม่รู้จะเรียกว่าไข้หวัดคนด้วยหรือเปล่า) แต่ต่อมาเขาไม่อยากให้เรียกไข้หวัดหมู เพราะเกรงว่าจะเป็นการใส่ร้ายหมูซึ่งไม่มีความผิด และจะทำให้หมูทั่วโลกพลอยถูกรังเกียจ แต่คงไม่ใช่ความกลัวว่าหมูจะประท้วง เพราะถึงอย่างไรหมูก็มีสิทธิ์อันชอบเพียงอย่างเดียวคือสิทธิ์ในการเป็นอาหารของมนุษย์ ไม่สามารถชูป้ายประท้วงหรือเขวี้ยงก้อนอิฐใส่ตำรวจปราบจลาจลได้แต่ประการใด
ฐาปนา
ไม่เคยมีใครถามถึงความยินยอมพร้อมใจของทั้งคู่เลยว่าอยากจะย้ายจากบ้านเกิดเมืองนอนที่หนาวเย็นและเต็มไปด้วยพวกพ้อง มาอยู่ในเมืองร้อนที่ห่างไกลหลายพันกิโลเมตร หรือไม่ ถึงจะมีคนถาม แต่พวกเขาก็ไม่สามารถตอบได้ หรือแม้พวกเขาจะตอบว่า "ไม่อยากไป" แต่พวกเขามีสิทธิ์ปฏิเสธละหรือ ? ...
ฐาปนา
10 คำถามตั้งต้น เพื่อทำความเข้าใจมนุษย์ที่ถูกเรียกว่า "นักลงทุน"1. จากคำพูดของนักธุรกิจการเมืองที่มักจะอ้างถึง"ความเชื่อมั่นของนักลงทุน" อยู่เสมอ น่าสงสัยว่านักลงทุนจะเป็นมนุษย์ประเภทขาดความเชื่อมั่น มากกว่ามนุษย์ปกติทั่วไป หรือไม่?ตอบ ไม่มีใครทราบ แต่ถ้าสันนิษฐานอย่างไม่มีฐานอ้างอิง การลงทุนก็จำเป็นต้องใช้ความเชื่อมั่นไม่น้อยไปกว่าการพนัน ทว่าในแง่ของเหตุผลน่าจะมากกว่า เพราะการพนันจะใช้ปัจจัยด้านอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ ขณะที่การลงทุนจะต้องใช้เหตุผล ตัวเลข ตัวแปร เอกสารต่างๆ มากมายก่อนการตัดสินใจที่เต็มไปด้วยขั้นตอนซับซ้อน…
ฐาปนา
ลุงอู๋ ผู้ใหญ่บ้านประกาศเรียกประชุมชาวบ้านหมู่สิบสองตั้งแต่เช้าตรู่ เสียงประกาศนั้นเน้นย้ำนักหนาว่า หนึ่งทุ่มตรงวันนี้ทุกคนต้องไปร่วมประชุมให้ได้ เพราะนี่คือเรื่องความเจริญก้าวหน้าของหมู่บ้าน และีทุกคนจะได้ประโยชน์ โชคดีที่วันนั้น เป็นช่วงว่างจากการทำไร่ ทำนา ที่สำคัญ ละครสุดฮิตที่ชาวบ้านติดกันก็เพิ่งจะจบลงไป พอตอนค่ำ ชาวหมู่บ้านจึงมาประชุมที่ศาลาอย่างหนาตา
ฐาปนา
ลุงเหมือน อดีตทหารผ่านศึก คนปลูกแตงโมมือวางท้อปไฟว์ประจำหมู่บ้าน นั่งมองไร่แตงโมอย่างสบายอารมณ์ปีนี้แตงโมราคาดีไม่น้อย พ่อค้ามารับซื้อหน้าไร่กิโลกรัมละสิบห้าถึงยี่สิบห้าบาท ยิ่งลูกใหญ่ยิ่งได้ราคา มดแมลงก็ไม่ค่อยจะกวนเท่าไร ลุงเหมือนกะว่าปีนี้คงได้เงินจากแตงโมสักห้าหกหมื่น แล้วจากนั้นจะได้ปลูกกะเพรา โหระพา ใบแมงลัก แบบ "พอเพียง-เพียงพอ" บ้าง
ฐาปนา
ยายช้อย คนเคยรวย ชีวิตเปลี่ยนไปมาก หลังจากเป็นหนี้สหกรณ์ฯ หลายแสน ก็ใครจะไปคิดเล่า อยู่ๆ เคยเลี้ยงหมูได้กำไรทีละเป็นแสน จู่ๆ หมูราคาตก กำไรที่คาดหวังเลยเข้าเนื้อแทน เมื่อทนทำต่อไป ยิ่งทำก็ยิ่งขาดทุน ทุนหายกำไรหด จนกลายเป็นหนี้ ถึงที่สุดก็ต้องหยุดเลี้ยง ยายช้อยผู้เคยเดินชูคอสั้นๆ ป้อมๆ ของแกไปทั่วหมู่บ้าน ในฐานะเมียอดีตกำนันหลายสมัย มาบัดนี้ กลับไม่สง่าผ่าเผยเป็นคุณนายกำนันเหมือนเดิมอีกแล้ว
ฐาปนา
เกษตรทางเลือก เกษตรอินทรีย์ เกษตรธรรมชาติ เกษตรผสมผสาน เกษตรแนวใหม่ ฯลฯ ล้วนแต่น่าสนใจ และกำลังเป็นทางเลือกสำหรับการทำการเกษตรในอนาคตทว่า ชาวบ้านจำนวนมากก็ยังคงรู้จักอยู่แค่อย่างเดียวคือ เกษตรเคมี ฟังดูอาจจะขัดกับความรู้สึกของคนชั้นกลางจำนวนหนึ่ง ที่กำลังอินกับกระแสรักสุขภาพ แต่ก็โปรดรับรู้เถิดว่า ผักที่ท่านซื้อจากตลาด(ไม่ว่าจะติดแอร์หรือไม่ก็ตาม) เกือบจะร้อยเปอร์เซนต์ ล้วนมีสารเคมีทั้งสิ้น  มากบ้างน้อยบ้างตามประเภทของผัก และตามปริมาณการใช้ของผู้ปลูก
ฐาปนา
ผมยังจำได้ดี ภาพของชายวัยเจ็ดสิบนั่งอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเล็กๆ คร่ำเคร่งอยู่กับการจิ้มนิ้วไปบนแป้นพิมพ์ดีด ขณะที่ข้างกายมีถังอ๊อกซิเจนขนาดใหญ่ต่อสายยางยาวมาสู่จมูกเป็นภาพที่ชวนให้ครั่นคร้าม ไม่น้อยไปกว่าชื่อเสียงเรียงนามในฐานะตำนานที่ยังมีชีวิตเจ้าของบ้านหันมาบอกให้รอประเดี๋ยว เดี๋ยวจะไปนั่งคุยด้วย ผู้นำทางจึงกระซิบให้ลงไปนั่งรอที่ห้องรับแขก
ฐาปนา
ชีวิตชาวนาชาวไร่ สินค้าที่ใช้ ร้อยละเก้าสิบเก้าหนีไม่พ้นซื้อจากร้านค้าในหมู่บ้าน นานๆ จะได้เข้าตลาดในอำเภอ หรือ ห้างใหญ่ในตัวจังหวัดเสียที ก็ของใช้จำเป็นอย่าง สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก ยาสระผม ฯลฯ มันเป็นของประเภท ที่ไหนก็มี ซื้อที่ไหนก็ไม่ต่างกัน ราคาอาจถูกแพงกว่ากันบ้างไม่กี่บาท น้อยรายที่สนใจรักสวยรักงามถึงขนาดต้องใช้เครื่องสำอางค์ราคาเป็นร้อยเป็นพัน หรือ สินค้าเกรดเอ คุณภาพเกินร้อยอย่างที่เขาชอบโฆษณา
ฐาปนา
หลายปีที่ผ่านมา พื้นที่การเกษตรขยายตัวอย่างช้าๆ จากพื้นที่ดินเค็มหรือพื้นที่ดอนอันแห้งแล้งก็แปรเปลี่ยนเป็นที่สวน ที่ไร่ ที่นา เมื่อพื้นที่ขยายตัวไปมาก คลองส่งน้ำก็ถูกขุดต่อไปจนถึงพื้นที่ บางแห่งคลองไปไม่ถึงก็ขุดหาแหล่งน้ำใต้ดิน เพื่อจะพลิกฟื้นผืนดินไร้ชีวิตให้กลับมามีชีวิตให้ได้อัตราเร่งเพิ่มขึ้น เมื่อราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ข้าว" มีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ดินรกร้าง ที่ป่ารกเรื้อ ถูกรถไถจัดการเสียเรียบเตียน ไม่กี่วันก็พร้อมสำหรับการเพาะปลูก คลองส่งน้ำสายใหม่(เทคอนกรีต) ที่จะถูกต่อมาจากลำคลองสายหลักอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เสียงรถเกรดดิน รถบรรทุก รถบด…
ฐาปนา
กลางเดือนกุมภาพันธ์ ดูเหมือนแดดจะแผดแสงก่อนที่ดวงตะวันจะขึ้นเสียอีก ความร้อนแห่งวันเริ่มต้นพร้อมกับเสียงไก่ขัน เด็กๆ ไปโรงเรียน ผู้ใหญ่ก็จับจอบจับเสียมเตรียมตัวไปไร่  หลังจากฤดูหนาว(กว่าปกติ)ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว หน้าร้อนปีนี้ ก็เข้าแทนที่อย่างแทบไม่ทันตั้งตัว แต่ชีวิตคนใต้ท้องฟ้า จะร้อนจะหนาวแค่ไหนก็ได้แค่บ่น แล้วก็ทนๆ กันไป กระนั้น ความร้อนตามทุ่งนา ป่า เขา ก็ยังพอมีร่มให้หลบ มีลมเย็นพัดโชยให้คลายได้บ้าง
ฐาปนา
แสงสีแดงพาดผ่านท้องฟ้าสีดำ เหนือดินแดนปาเลสไตน์เหนือหมู่ตึกอันแออัดและทรุดโทรม ลูกเหล็กบรรทุกดินระเบิดพุ่งปะทะคอนกรีตหนึ่งลูก สองลูก สิบลูก ร้อยลูก พันลูก หมื่นลูก แสนลูก ล้านลูก