Skip to main content

 

 

หนึ่งในคำถามที่เป็นสุดยอดแห่งคำถามทั้งปวงข้อหนึ่งก็คือ "พระเจ้าสร้างและควบคุมจักรวาลนี้หรือไม่?" ตั้งแต่ดวงดารา ดาวเคราะห์ ไปจนถึง ตัวผู้อ่าน และตัวผู้เขียน  เป็นผลงานของพระเจ้าหรือไม่? ในการที่จะตอบคำถามข้อนี้ เราต้องไปดูที่กฏของธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจว่า จักรวาลเกิดขึ้นมาอย่างไร และมันทำงานอย่างไรกันแน่
 
ถ้าถามว่า อะไร หรือใคร สร้างและควบคุมจักรวาลนี้ ในสมัยโบราณ คำตอบจะไม่หนีไปจาก"พระเจ้าสร้างทุกสิ่ง"เท่าใดนัก ในสมัยโบราณนั้น โลกของเราเป็นที่ที่น่ากลัว จนแม้แต่ชนเผ่าที่อาจหาญอย่างชาวไวกิ้ง ก็ยังคิดว่าไอเดียเรื่องพลังเหนือธรรมชาติที่คอยควบคุมดูแลปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ อย่างเช่น ฟ้าผ่า พายุ ฯลฯเป็นไอเดียที่สมเหตุสมผล ชาวไวกิ้งนับถือเทพเจ้าต่างๆมากมาย อาทิ ธอร์ เทพแห่งสายฟ้า เอเจียร์(AEgir) เทพแห่งพายุในทะเล เป็นต้น โดยเทพเจ้าที่พวกเขาหวาดกลัวที่สุดก็คือ สโคล (Skoll) ที่ควบคุมสิ่งที่คนเราในปัจจุบันเรียกว่า "สุริยคราส" สโคลเป็นเทพหมาป่าที่อาศัยอยู่บนฟ้า คอยกลืนกินดวงอาทิตย์ จนทำให้เกิดช่วงเวลาที่น่าสะพรึงกลัว ที่กลางวันกลับกลายเป็นกลางคืนนี้
 
เราลองนึกดูว่า ถ้าไม่มีคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ ชาวไวกิ้งจะประสาทเสียขนาดไหนที่ดวงอาทิตย์อยู่ดีๆก็หายไป พวกเขาตอบโต้ปรากฏการณ์นี้ด้วยวิธีการที่เห็นว่ามันสมเหตุสมผล นั่นก็การคือช่วยกันส่งเสียงดังขับไล่หมาป่า และที่สำคัญหลังจากใช้วิธีดังกล่าว "หมาป่า"ก็จะล่าถอยไปและปล่อยดวงอาทิตย์เป็นอิสระเสมอ ชาวไวกิ้งจึงสรุปได้ว่าที่ดวงอาทิตย์รอดพ้นจากการสูญสิ้นนั้น เป็นเพราะวิธีการช่วยเหลือของพวกเขาเอง

ซึ่งเราคงทราบกันดีว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกันตรงไหนเลย เพราะไม่ว่ายังไง ดวงอาทิตย์ก็จะกลับมาปรากฏอยู่แล้ว ที่สุดแล้วจักรวาลของเราก็ไม่ได้เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ แม้ว่าดูเผินๆมันจะคล้ายๆว่าจะเป็นอย่างนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม กว่าที่เราจะพบความจริงดังกล่าว เราต้องมีความกล้าหาญมากกว่าชาวไวกิ้งเสียอีก 
 
มีผู้ตระหนักมาตั้งแต่ก่อนไวกิ้งนานแล้วว่าแม้มนุษย์ปุถุชนคนเดินดิน เช่นผู้อ่านและผู้เขียน ยังสามารถเข้าใจการทำงานของจักรวาลได้ ในสมัยกรีซโบราณ โดยเมื่อประมาณ 3000 ปีก่อนคริสตกาล นักปรัชญานาม อริสตาร์คัส(Aristarchus)ก็เป็นอีกผู้หนึ่ง ที่มีความลุ่มหลงในคราสชนิดต่างๆ โดยเฉพาะจันทรคราส Aristarchusกล้าพอที่จะเริ่มตั้งคำถามว่า คราสเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะพระเจ้าหรือไม่
 
เราอาจกล่าวได้ว่าอริสตาร์คัสเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกวิทยาศาสตร์ เขาได้ศึกษาท้องฟ้าอย่างถี่ถ้วน และสรุปอย่างอาจหาญว่า แท้จริงแล้วคราสไม่ใช่ผลงานของสวรรค์แต่เป็นเงาของโลกเราเอง ซึ่งสิ่งที่เขาค้นพบนี้ก็เหมือนเปิดประตูทางความคิดให้เขาสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆบนฟ้าได้ จนในที่สุดก็สร้างแผนผังความสัมพันธ์ของดวงจันทร์ โลก และ ดวงอาทิตย์ขึ้นมาได้ 
จนท้ายที่สุด มันทำให้ความคิดของเขาตกผลึกออกมาเป็นคำตอบว่า โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาลอย่างที่ผู้คนในสมัยนั้นเชื่อกัน แต่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ต่างหาก
 
ซึ่งถ้าเราเข้าใจแผนผังดังกล่าวของอริสตาร์คัส เราก็จะเข้าใจคราสทุกชนิดด้วย (ถ้าเงาของดวงจันทร์พาดลงยังผิวโลก ณ บริเวณใด...คนบริเวณนั้นจะเห็นสุริยคราส  และถ้าโลกบังดวงจันทร์ เราก็จะเห็นจันทรคาสนั่นเอง) นอกจากนั้นแล้ว อริสตาร์คัสก็ยังค้นพบว่า ดาวต่างๆไม่ใช่เครื่องประดับตกแต่งสวรรค์ แต่ต้องเป็นสิ่งที่คล้ายกับ"ดวงอาทิตย์"แต่อยู่ไกลกว่ากันลิบลับเท่านั้น
 
การค้นพบนี้ยังบอกนัยยะที่พลิกโฉมแวดวงวิชาการในสมัยนั้นด้วย ว่าจักรวาลเราก็ไม่ต่างจากกลไก ที่ทำงานตามกฏเกณฑ์ และสติปัญญาของมนุษย์เราก็สามารถเข้าใจกฏเกณฑ์แห่งธรรมชาตินั้นได้ด้วย
 
 
นานมาแล้วที่ผู้คนเชื่อว่า คนพิการ คือคนที่ถูกสาปโดยพระเจ้า แต่ผู้เขียนอยากจะมองว่าทุกอย่างควรจะสามารถอธิบายได้ด้วยกฏของธรรมชาติ
ถ้าถามว่ากฏแห่งธรรมชาติ มันเป็นยังไง ทรงพลังแค่ไหนอย่างไร เราลองมาสมมุติตัวอย่างกันหน่อย
 
ในการแข่งเทนนิส มันจะมีกฏที่เกี่ยวข้องอยู่สองระดับ
หนึ่งคือกฏกติกา กฏที่มนุษย์ตั้งขึ้น และยอมรับร่วมกัน เช่น ขนาดของสนามแข่ง ความสูงของตาข่าย วิธีการแยกว่าลูกไหนดี ลูกไหนออกนอกสนาม กฏพวกนี้เป็นกฏที่สามรารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอถ้าประชากรผู้เล่นเทนนิสเห็นด้วย
ใขขณะที่อีกกฏประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องในการเล่น เป็นกฏที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ กฏประเภทนี้กำหนดว่าเวลาลูกเทนนิสถูกตีมันจะเป็นอย่างไร แรงและเหลี่ยมมุมของการกระทบ จะกำหนดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกบอล นี่คือกฏธรรมชาติ เป็นกฏที่อธิบายว่าสิ่งต่างๆทำงานอย่างไรในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ลูกเทนนิสจะไปตามกฏธรรมชาตินี้เสมอไม่ว่ากฏอื่นจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่เรื่องของการส่งแรงจากกล้ามเนื้อ ไปจนถึงความเร็วในการงอกของหญ้าบนผิวสนาม ถูกควบคุมด้วยกฏที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเป็นสากลโดยแท้จริง

กฏประเภทนี้ ไม่เพียงควบคุมการเคลื่อนที่ของลูกเทนนิส แต่รวมถึงการควบคุมการโคจรของโลก และทุกๆอย่างในจักรวาลด้วยทั้งสิ้น จุดที่สำคัญที่สุดก็คือ กฏนี้ต่างจากกฏที่มนุษย์ตั้งขึ้น คือไม่สามารถฝ่าฝืนได้เลย ซึ่งจริงๆแล้ว มุมมองนี้จะไปมีปัญหากับมุมมองทางศาสนาหลายๆศาสนา
 
ถ้าเรายอมรับว่า มีกฏที่ควบคุมความเป็นไปของสิ่งต่างๆในจักรวาลอยู่แล้ว ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เลย สักพัก เราก็จะเริ่มสงสัยขึ้นมาได้ไม่ยาก ว่า แล้วพระเจ้าจะทำอะไร? บทบาทของพระเจ้าคืออะไรอีก?
 
ในปี คศ 1277 สมเด็จพระสันตปาปาจอห์นที่ 21 ทรงมีความหวาดวิตกต่อแนวคิด"กฏแห่งธรรมชาติ" นี้มากจนถึงกับประกาศว่ามันคือแนวคิดที่มีความผิดฐาน"นอกรีต" แต่น่าเสียดายที่ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแปลงกฏของแรงโน้มถ่วงเลยแม้แต่น้อย ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นหลังคาวังได้ถล่มลงมาทับท่านจนสิ้นพระชนม์
 
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดศาสนาที่มีการบริหารจัดการที่ดีนี้ ก็พบคำตอบของปัญหาดังกล่าว ในไม่กี่ร้อยปีต่อจากนั้น ทางการคริสต์ก็ระบุว่า กฏของธรรมชาติเป็นผลงานของพระเจ้า และพระองค์ย่อมสามารถฝ่าฝืนกฏนี้ได้ทุกเมื่อหากเป็นพระประสงค์ และหลักฐานที่สนับสนุนแนวคิดนี้ในสมัยนั้นก็คือ โลกที่สมบูรณ์แบบของเรา สถิตอยู่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ ณ ใจกลางจักรวาล ส่วนดวงดาวต่างๆล้วนโคจรรอบโลก เหมือนกับประดิษฐกรรมที่ออกแบบมาอย่างประณีตบรรจงให้เป็นเช่นนั้น
และในทางกลับกัน ไอเดียของอริสตาคัส(Aristarchus)ในยุคกรีกโบราณ ที่ว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ก็ถูกกลืนหายไปจากสังคม
 
แต่สุดท้าย มนุษย์ก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่ช่างสงสัย จึงช่วยไม่ได้ที่มนุษย์ช่างสงสัยที่ชื่อ กาลิเลโอ(Galileo) ต้องเอาประดิษฐกรรมของพระเจ้ามาพิจารณาอีกครั้ง จนในปี คศ 1609 เขาก็พบคำตอบที่เปลี่ยนทุกอย่างไปโดยสิ้นเชิง กาลิเลโอผู้นี้ ถือได้ว่าเป็นผู้ก่อตั้งแนวคิดวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เขามีความคิดเช่นเดียวกับนักจักรวาลวิทยา นั่นคือถ้าเรามองจักรวาลอย่างใกล้ชิดพอ เราย่อมเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามความจริง กาลิเลโอจึงได้สร้างเลนส์พิเศษที่สามารถขยายภาพต่างๆได้ถึง20เท่าเป็นครั้งแรก และนำมาประกอบกันจนกลายเป็นกล้องโทรทัศน์ แล้วใช้มันศึกษาดาวพฤหัสอย่างละเอียด คืนแล้ว คืนเล่า
จนค้นพบความจริงที่ยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่ง 
 
เริ่มจากช่วงแรก กาลิเลโอค้นพบจุดเล็กๆสามจุดใกล้ๆดาวยักษ์แห่งนี้ ซึ่งตอนนั้นเขาคิดว่าเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลๆสามดวง แต่หลังจากสังเกตไปหลายๆคืน ปรากฏว่าจทั้งสามเคลื่อนที่ได้ แถมยังมีจุดที่สี่ปรากฏขึ้นมาทีหลังอีกด้วย แล้วต่อมา จุดบางจุดก็หายลับไปก่อนที่จะกลับมาใหม่ กาลิเลโอจึงคิดว่าจุดทั้งสี่น่าจะเป็นดวงจันทร์ที่โคจรรอบๆดาวพฤหัส ซึ่งเรื่องนี้ขัดแย้งกับความเชื่อที่ว่าดวงดาวต่างๆล้วนโคจรรอบโลกที่แพร่หลายก่อนหน้านั้น
การค้นพบนี้ ได้ดลใจให้กาลิเลโอเริ่มหันมาพิสูจน์แนวคิดที่เก่าแก่จนถูกลืมของอริสตาคัส ว่าโลกน่าจะโคจรรอบดวงอาทิตย์ จนได้ตำตอบในเวลาต่อมาอย่างที่เราทราบกัน การพิสูจน์ของกาลิเลโอในครั้งนี้นี่เองที่ปฏิวัติให้วิทยาศาสตร์ หลุดรอดออกจากเงื้อมมือของศาสนาได้ แต่น่าเสียดายที่เรื่องนี้ทำให้เขามีปัญหากับทางการคริสต์อย่างหนัก ซึ่งแม้กาลิเลโอจะถอน"คำกล่าวนอกรีต"จนเล็ดลอดออกจากการถูกประหารได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็ยังถูกกักบริเวณและใช้ชีวิตเก้าปีสุดท้ายของเขาอยู่แต่ในบ้าน
เล่ากันว่า แม้เขาจะยอมรับ"ความผิด"เขาก็ยังพึมพำออกมาว่า "มันก็เคลื่อนไหวอยู่ดี (And yet it moves)"
 
หลังจากนั้น กว่าสามร้อยปีถัดมา มนุษย์ก็ค้นพบ"กฏของธรรมชาติ"เป็นจำนวนมากขึ้่นเรื่อยๆ  วิทยาศาสตร์เริ่มเข้ามามีบทบาทอธิบายสารพัดสิ่งรอบตัวเรา อาทิ สายฟ้า แผ่นดินไหว พายุ ไปจนถึงสาเหตุที่ดาวฤกษ์ส่องแสงได้ ซึ่งยิ่งมีกฏใหม่ๆถูกค้นพบมากเท่าไหร่ บทบาทที่เหลืออยู่ของพระเจ้ายิ่งลดน้อยถอยลง ยิ่งเรารู้เกี่ยวกับคราสมากขึ้นเท่าไหร่ เรื่องของเทพหมาป่า(skol)ก็ยิ่งดูไม่น่าเชื่อถือมากขึ้นเท่านั้น

แต่แม้กระนั้น การที่เราสามารถพิสูจน์ว่าโลกมีการเคลื่อนที่จริง เราก็ยังคงถามต่อไปได้ว่า แล้วมันเคลื่อนที่เพราะพระเจ้าทำให้มันเคลื่อนที่หรือเปล่า? 
 
ในปี 1995 ได้มีการชุมชุมสัมนาในวาติกันในเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลของเรานี้ นักวิทยาศาสตร์ที่เข้าร่วมก็ได้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตปาปาจอห์น พอล ที่สอง และพระองค์ได้ตรัสว่า มันโอเคถ้าเราจะศึกษาการทำงานของจักรวาล แต่เราไม่ควรที่จะตั้งคำถามเกี่ยวกับจุดกำเนิดของมันเพราะมันเป็นผลงานของพระเจ้า
แน่นอนว่านักวิทยศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำตาม และยังคงมุ่งมั่นที่จะเผยเรื่องราวการกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างนี้ให้ได้
 
และถ้าจะว่ากันในมุมมองหนึ่งแล้ว จักรวาลที่ซับซ้อนและหลากหลายอย่างยิ่งนี้ จุดกำเนิดของมันอาจจะมีหลักการที่ไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด นั่นคือในการสร้างจักรวาล เราต้องการแค่องค์ประกอบสามชนิดเท่านั้น
1 อย่างแรก เราต้องมีสสาร มี"มวล"(matter) ...มวลอยู่ทุกหนทุกแห่งรอบตัวเรา ตั้งแต่พื้นพิภพไปจนถึงในอวกาศ ฝุ่น หิน น้ำแข็ง ของเหลว เมฆก๊าซขนาดมหึมา ฯลฯ จนถึงกาแล็คซี่ที่มีดาวฤกษ์นับพันๆล้านรายล้อมเราไกลออกสุดประมาณ สิ่งเปล่านี้คือมวล
 
2 เราต้องมี "พลังงาน"(energy) ...ในยุคนี้ใครๆก็รู้จักคำว่าพลังงาน เราต้องประสบพบเจออยู่กับพลังงานตลอดเวลา เวลาที่เราแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ เราจะสัมผัสได้ถึงพลังงานที่แผดร้อนอยู่บนใบหน้า พลังงานนี้ผลิตใจดวงดาวที่อยู่ห่างจากเราถึง93ล้านไมล์! กล่าวได้ว่า พลังงานแทรกอยู่ทุกแห่งในจักรวาล จนทำให้จักรวาลกลายเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวเป็นพลวัตอยู่เสมอ
 
3 เราต้องมี พื้นที่ (space) ... คุณจะบอกว่าจักรวาลเป็นยังไง? สวย? น่าอัศจรรย์? สารพัดจะกล่าวได้ แต่เราไม่น่าจะพูดได้ว่า จักรวาลนี้ช่างแออัดยัดเยียด...ฟังดูไม่น่าจะใช่ อย่างน้อยเวลาที่เรามองออกไปในจักรวาล ในอวกาศ สิ่งที่เราเห็นก็คือที่ว่างๆเต็มไปหมด 
 
ดังนั้นประเด็นสำคัญในการสร้างจักรวาลก็คือ มวล พลังงาน และที่ว่าง สามอย่างนี้มันมาจากไหน? เรื่องนี้เป็นปริศนาของมนุษย์มานาน จนเมื่อศตวรรษที่20 นี้เองที่เกิดมีชายคนหนึ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุด เขาก็คือ"อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์"นั่นเอง ที่ได้พบแนวทางของคำตอบ
 
ไอนสไตน์ค้นพบความจริงที่สำคัญเรื่องหนึ่ง ว่าองค์ประกอบที่สำคัญของจักรวาล คือมวล และพลังงาน แท้จริงแล้วก็คือสิ่งเดียวกัน เหมือนกับสองด้านบนเหรียญเดียวกัน เพราะพลังงานก็คือมวลคูณความเร็วแสงยกกำลังสอง เราย่อมสามารถกล่าวได้ว่ามวลก็คือพลังงานรูปแบบหนึ่ง และในทางกลับกัน พลังงานก็คือมวลรูปแบบหนึ่งด้วย 
 
ดังนั้นแล้ว จากที่เราต้องการส่วนผสมของจักรวาลสามอย่าง จริงๆแล้วเราต้องการเพียงแค่สอง ได้แก่ พลังงาน และ ที่ว่าง
ถ้าอย่างนั้น พลังงาน และที่ว่าง มาจากไหน?
 
หลังจากค้นคว้าอยู่หลายสิบปี เหล่านักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า พลังงานและที่ว่าง ถูกสร้างขึ้นมาอย่างฉับพลัน ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า Big Bang ที่ในชั่วพริบตานั้น จักรวาลทั้งหมดพร้อมด้วยพลังงานที่มีอยู่ก็ปรากฏขึ้นพร้อมด้วยที่ว่าง
แล้วพลังงานกับที่ว่างที่เกิดในBig Bang มันมาจากไหน? จักรวาลทั้งจักรวาลที่เต็มไปด้วยพลังงาน และที่ว่างที่กว้างกว่าอะไรทั้งหมด พร้อมด้วยทุกสิ่งทุกอย่างในนั้น มันโผล่ออกมาจากความว่างเปล่าได้ยังไง?

แล้วตรงจุดนี้ "พระเจ้า"ก็กลับมามีบทบาทอีกครั้ง ว่าพระเจ้า คือผู้สร้างพลังงานและที่ว่างนั้น Big bang ก็คือการชั่วขณะแห่งการรังสรรค์ของพระเจ้า
 
อย่างไรก็ตาม ในวิทยาศาสตร์ ยังมีแนวคิดที่ต่างออกไปอีก
 
ในขณะที่คนเรามักพูดกันว่า ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ดูเผินๆเหมือนทุกสิ่งก็เป็นเช่นนั้น เพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเองได้เฉยๆโดยไม่มีต้นตอ แต่หลังจาก สตีเฟน ฮอว์คิง อุทิศชีวิตศึกษาวิทยาศาสตร์จนเข้าสู่บั้นปลายชีวิต เขากลับคิดว่าเราสามารถจะได้รับจักรวาลนี้มาฟรีๆได้เหมือนกัน

จุดสำคัญของปริศนาบิ๊กแบง มันอยู่ตรงที่ว่า พลังงานมันปรากฏขึ้นมาเฉยๆได้ยังไง และคำตอบในเรื่องนี้ก็ไปเกี่ยวกับความจริงที่ประหลาดที่สุดของกาแล็คซี่ของเรา นั่นก็คือ ตามกฏทางฟิสิกส์แล้ว "พลังงานลบ"(negative energy)มีอยู่จริง
 
เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่พิสดารพันลึก(แต่มีความสำคัญ) และเพื่อให้เข้าใจเรื่องของพลังงานลบนี้ เราต้องอาศัยการอุปมาง่ายๆสักเล็กน้อย
 
สมมุติว่ามีชายคนหนึ่งต้องการที่จะสร้างเนินขึ้นบนที่ราบแห่งหนึ่ง ชายคนนี้จะทำเนินได้ เขาก็ต้องขุดหลุมเอาดินมาจากพื้น แล้วใช้ดินก่อขึ้นเป็นเนิน ผลที่ได้ก็คือ เขาไม่เพียงสร้างเนิน แต่เขาสร้างหลุมเพิ่มขึ้นมาด้วย หลุมนี้ก็เราถือได้ว่ามันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเนินแห่งนั้นก็ได้ และสิ่งที่อยู่ในหลุมก็มาอยู่ในเนินเขาอย่างสมดุลย์กันพอดี
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วขณะที่จักรวาลนี้ถือกำเนิดขึ้น คือในขณะที่บิ๊กแบงปลดปล่อยพลังงาน(บวก)ออกมามากมาย มันก็ย่อมสร้าง"พลังงานลบ(negative energy)"ออกมาในปริมาณที่เท่ากันจนสมดุลย์พอดีด้วย
 
และคำถามต่อมาที่ผู้อ่านจะถาม ก็คือ แล้วพลังงานลบอยู่ไหน?
พลังงานลบเหล่านี้ ก็อยู่ในส่วนประกอบที่สามของจักรวาล นั่นก็คือ ในที่ว่างต่างๆ 
แนวคิดนี้อาจฟังดูพิลึก แต่เมื่อเราพิจารณากฏพื้นฐานทางฟิสิกส์ได้แก่แรงโน้มถ่วงและกฏการเคลื่อนที่(laws of motion) ในที่สุดเราย่อมต้องยอมรับว่าที่ว่างอันไพศาลในจักรวาลของเราคือแหล่งของพลังงานลบที่มากมายพอที่จะทำให้สมการมีความสมดุลย์ได้ แรงดึงดูดระหว่างมวลนั้นก่อให้เกิดโครงข่ายขนาดมโหฬารที่เชื่อมโยงกาแล็คซี่ต่างๆเข้าด้วยกัน และโครงข่ายนี้ก็ต้องตั้งอยู่บนจักรวาลที่เป็นแหล่งของพลังงานลบด้วย
 
สรุปได้ว่า ถ้าส่วนประกอบของจักรวาลสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งใด ก็เท่ากับว่า ไม่จำเป็นต้องอาศัย บทบาทของพระเจ้า ในการสร้างส่วนประกอบของจักรวาลอีกต่อไป ทีนี้ ก็เหลือประเด็นสุดท้ายในการกำเนิดจักรวาล นั่นคือ ใคร หรืออะไร เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้?
 
ฟังดูเป็นปัญหาที่ตอบยาก อะไรล่ะจะเป็นตัวที่เริ่มทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้? ในชีวิตของคนเราไม่เคยพบอะไรที่ปรากฏขึ้นมาเฉยๆ เราไม่สามารถดีดนิ้วให้มีกาแฟร้อนๆชงออกมาให้เราดื่มได้ ถ้าเราอยากได้กาแฟเราต้องมีใครสักคนเอาส่วนประกอบไปทำเป็นกาแฟออกมา
 
แต่ถ้าเรามองลึกลงไปในกาแฟ มองเข้าไปที่อนุภาคของนมจนลึกเข้าไปในระดับของอะตอม และสู่ระดับอนุภาคย่อยของอะตอม คุณเข้าสู่อีกมิติหนึ่งที่สิ่งต่างๆสามารถเกิดขึ้นมาเฉยๆเองได้จริงๆ ...อย่างน้อยก็ในชั่วระยะเวลาสั้นๆ นั่นเป็นเพราะองค์ประกอบย่อยของอะตอม เช่น โปรตรอน ทำงานตามหลักการที่เรียกว่า"กลศาสตร์ควอนตัม" โดยโปรตรอนนี้สามารถสุ่มปรากฏขึ้น ดำรงอยู่ในระยะเวลาสั้น จากนั้นก็หายไป ก่อนที่จะสุ่มปรากฏขึ้นอีกที่ไหนสักแห่งโดยไม่สามารถคาดเดาได้จริงๆ
และ อย่าลืมว่าจักรวาลของเรานี้ก็เคยเป็นจุดเล็กๆที่เล็กกว่าโปรตรอนด้วยซ้ำ! และไม่น่าแปลกอะไรที่สิ่งที่เล็กขนาดนั้นจะทำงานตามกฏของกลศาสตร์ควอนตัมได้
 
นั่นเท่ากับว่า จักรวาลอันซับซ้อน ไพศาลและมหัศจรรย์นี้ สามารถปรากฏขึ้นมาเองเฉยๆโดยไม่ขัดแย้งกับกฏของธรรมชาติที่เราทราบกันเลย ในชั่วขณะสั้นๆนั้นได้เกิดพลังงาน(และมวล) พร้อมทั้งที่ว่างปริมาณมหาศาลในระดับเดียวกันเพื่อถ่วงดุลย์กับพลังงานที่ปล่อยออกมา ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นเองได้ในระดับอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม ตามกฏของกลศาสตร์ควอนตัม
 
แต่แม้กระนั้น มันก็ยังมีคำถามออกมาอีก ว่า งั้นพระเจ้าเป็นผู้สร้างกฏของกลศาสตร์ควอนตัมที่ทำให้บิ๊กแบงเกิดขึ้นได้ หรือเปล่า?
 
สิ่งที่เราประสบพบเจอมาตลอดในชีวิตประจำวันของเรา มักจะทำให้เราเข้าใจว่า สิ่งหนึ่งจะมีขึ้นได้ ย่อมต้องมีสาเหตุมาจากเหตุปัจจัยก่อนหน้านั้น และนี่ก็ทำให้เราคิดว่า การที่จะมีจักรวาลขึ้นมาได้ด้วยกระบวนการใดๆก็ตาม ย่อมต้องมีต้นกำเนิดที่อยู่มาก่อนจักรวาล และนั่นก็คือพระเจ้า
แต่ทว่า ในเรื่องของจักรวาลในภาพรวม มันไม่จำเป็นต้องมีเหตุปัจจัยก่อนหน้าแบบนั้นก็ได้
 
ลองนึกถึงแม่น้ำ ที่ไหลจากภูเขา ถ้าถามว่า อะไรเป็นเหตุให้เกิดแม่น้ำ? เราก็อาจตอบว่าเป็นเพราะฝนที่ตกบนเขาก่อนๆหน้านั้น จากนั้นก็มีคำถามต่อว่า แล้วอะไรทำให้เกิดฝน? คำตอบก็คงเป็นดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์สาดแสงระเหยน้ำในมหาสมุทร จนกลั่นตัวเป็นเมฆ แล้วตกลงมาเป็นฝน
โอเค? แล้วทีนี้คำถามต่อมาก็คือ อะไรทำให้เกิดแสงอาทิตย์? คำตอบคือปฏิกิริยานิวเคลียร์หลอมรวมมวลไฮโดรเจนภายในดวงอาทิตย์เอง แล้วไฮโดรเจนมาจากไหน? คำตอบก็คือ บิ๊กแบงนั่นเอง
ซึ่งจากจุดนี้ จุดที่เมื่อบิ๊กแบงถือกำเนิดขึ้น มันก็มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด กำเนิดขึ้นด้วย
 
ตรงนี้เราจะต้องย้อนกลับไปที่การค้นพบของไอนสไตน์ประการหนึ่ง ที่ว่าอวกาศและเวลา(กาละและเทศะ)นั้นเกี่ยวเนื่องกันโดยหลักการ และนั่นทำให้ จุดกำเนิดของจักรวาลและอวกาศ ก็เป็นจุดกำเนิดของกาลเวลาด้วย
เรื่องนี้ถ้าจะอธิบาย เราต้องนึกถึงหลุมดำ(black hole)กันหน่อย
หลุมดำโดยทั่วไปแล้วก็คือดาว ที่มีมวลมากและมีแรงดึงดูดมหาศาลจนทำให้ตัวมันเองหดเข้าสู่ศูนย์กลางมวล และแม้แต่แสงก็ไม่สามารถหนีรอดแรงดึงดูดของมันไปได้(จึงทำให้มัน"ดำ"สนิท) นอกเหนือจากแสง แรงดึงดูดนี้ยังสามารถบิดเบือนได้แม้แต่กาลเวลาด้วย สมมุติว่าเราเอานาฬิกาหลายๆเรือนโยนเข้าไปในหลุมดำ ยิ่งนาฬิกาลอยเคว้งคว้างเข้าหาหลุมดำใกล้มากขึ้นเท่าไหร่ การเคลื่อนไหว(การเดิน)ของนาฬิกาแต่ละเรือนก็ยิ่งช้าลงเรื่อยๆ ในขณะนั้น"เวลา"ที่นาฬิกาเรือนที่อยู่ใกล้หลุมดำประสบ จะผ่านไปช้ากว่าเวลาที่นาฬิกาเรือนไกลประสบ 
ทีนี้เมื่อนาฬิกาเข้าไปถึงในใจกลางหลุมดำ(และสมมุติว่ามันไม่ถูกบี้จนกลายเป็นจุดในอวกาศ) การเคลื่อนไหวทั้งหมดจะหยุดลง ไม่มีสิ่งใดเร็วกว่าสิ่งใด ไม่มีเวลาให้อ้าง นาฬิกาหยุดเดินไม่ใช่เพราะมันชำรุด แต่เพราะ ณ จุดนี้ ไม่มีกาลเวลา
ในเมื่อไม่กาลเวลา เราย่อมไม่สามารถสรุปได้ว่ามีสิ่งใดเกิดก่อนแล้วเป็นสาเหตุให้เกิดจักรวาลตามมา การพูดว่าจักรวาลต้องมีผู้สร้าง ก็ไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป
 
ยิ่งเราเดินทางย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของบิ๊กแบงและการลเวลา จักรวาลของเราก็ยิ่งหดเล็กลงๆจนกลายเป็นหลุมดำจิ๋วๆที่มีขนาดเล็กเป็นอย่างยิ่ง และหนาแน่นเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหลุมดำนี้ ตามหลักการแล้วต้องมีลักษณะหนึ่งที่เหมือนกับหลุมดำอื่นๆในจักรวาล นั่นก็คือเวลา ณ ใจกลางหลุมดำ ต้องหยุดนิ่ง
 
เราไม่สามารถคาดหวังว่าจะมีอะไรก่อนบิ๊กแบงได้เพราะ"ก่อนบิ๊กแบง"นั้นไม่มีอยู่จริง จากตรงนี้เราพบว่ามีบางอย่างที่เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุปัจจัยตั้งต้น เพราะว่าไม่มี"เวลา"ที่จะให้เหตุตั้งต้นดำรงอยู่ และนั่นเท่ากับเป็นไปไม่ได้ที่มีการดำรงอยู่ของผู้สร้างจักรวาล
 
คนเราไม่จำเป็นต้องงมงายหรือแกรงกลัวต่อพระเจ้า เพราะทุกอย่างในจักรวาลย่อมทำงานอย่างที่มันต้องทำโดยสมบูรณ์อยู่แล้วไม่ว่าจะมีพระเจ้าหรือไม่ ไม่ว่ายังไงหมอกแก๊สในอวกาศก็จะหดรวมกันเป็นลูกบอลก๊าซ ลูกบอลก๊าซก็จะลุกใหม้จนสว่างไสวในท้องฟ้า จนเกิดเป็นกาแล็คซี่ที่สวยงามกว้างใหญ่หมุนโคจรอยู่ในอวกาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นของมันเอง โดยเป็นไปตามกฏซึ่งพวกเราสามารถเข้าใจได้ วิเคราะห์ได้ มวลและพลังงานที่เกิดขึ้นเองย่อมกลายเป็นปฏิกิริยาที่ในที่สุดก็ส่งผลให้เกิดเราๆท่านๆนี้ นั่่งอยู่บนโลกและ(ค่อนข้าง)ชื่นชมยินดีในสิ่งที่เกิดขึ้น
ดังนั้นเมื่อมีใครถามว่า พระเจ้าคือผู้สร้างจักรวาลใช่หรือไม่ เห็นทีเราต้องตอบว่าคำถามนั้นไร้แก่นสาร เพราะก่อนจักรวาลไม่มีกาลเวลา เท่ากับว่าไม่มีเวลาให้พระเจ้าทำการสร้างจักรวาลเลย คำถามนี้จึงคล้ายกับการถามว่าจะไปสุดขอบโลกต้องไปทางไหนนั่นเอง




แปลและเรียบเรียงจาก : Stephen Hawking's Grand Design : Did god create the universe
แปลและเรียบเรียงโดย : Adrian veidt

ภาพ : en.wikipedia.org (Aristachus's work, Galileo's potrait)
          common.wikimedia.org (black hole)
          e-ducation.net (E=mc2)

 

บล็อกของ atheist_thai

atheist_thai
ในสังคมไทยยุคนี้ คนจำนวนไม่น้อยมองว่า การไม่มีศาสนา เหมือนอาการป่วยที่น่าสงสารและควรจะรักษาให้หาย ศาสนิกจำนวนมากรู้สึกว่าเป็นภาระหน