Skip to main content

สุรพศ ทวีศักดิ์

กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร 
 
“...เทศนาเสือป่า รัชกาลที่ 6 พูดชัดเจนเลย คนไทยต้องถือพุทธ พวกถือคริสต์นี่ไม่ใช่เลย พวกมุสลิมนั้นเป็นแขกไม่เป็นไรหรอก คนไทยต้องถือพุทธ และต้องมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นใหญ่…”
 
“...แต่เมืองไทยไม่ใช่เมืองนับถือพุทธนะ เมืองไทยเป็นเมืองถือไสยศาสตร์  และตอนหลังไสยศาสตร์มันบวกกับขัตติยา ศักดินา แล้วตอนนี้มันมาบวกอยู่กับทุนนิยมบริโภคนิยม…”
 
“...พื้นฐานของศาสนาพุทธนั้นคุณไม่ต้องนับถือพระพุทธเจ้าก็ได้ นี่คนไทยไม่เข้าใจอันนี้... ศาสนาพุทธเนี่ยขอโทษนะไม่ต้องมีพระก็ได้ ยิ่งพวกพระราชาคณะตัดทิ้งได้หมดเลย ถ้าพระจะมีควรมีพระเพียงจำนวนน้อย พระผู้ซึ่งทรงพรหมจรรย์ เป็นบรรพชิต เป็นแบบอย่างของราษฎร จะต้องมีจำนวนน้อย และต้องมีเวลาฝึกไตรสิกขา ต้องมีเวลาอบรม...”
 
“...ผมเห็นว่าสถาบันกษัตริย์มีดีกว่าไม่มี แต่มีนั้นจะต้องรับใช้ราษฎร ต้องเปิดเผยโปร่งใส ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ...ไม่มีกฎหมายหมิ่น...”

 
นั่นคือมุมมองบางส่วนของอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ “ส. ศิวรักษ์” จากที่ผมคุยกับท่านในประเด็น “ความเป็นไทย ความเป็นพุทธในระยะเปลี่ยนผ่าน” เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 
 
แน่นอน วิธีสื่อสารกับเพื่อมนุษย์ของ ส.ศิวรักษ์ คือการพูดถึงและท้าทายทุกคนทุกฝ่ายในฐานะ “คนเหมือนกัน” ซึ่งเป็นวิธียืนยันเสรีภาพ ความเสมอภาค หรือความเป็นประชาธิปไตยแบบตรงไปตรงมา แต่เสียดายที่บ้านเรายังไม่เป็นประชาธิปไตยพอที่จะรับฟังความเห็นกันอย่างตรงไปตรงมาได้ ผมจึงจำใจตัด “บางข้อความ” ออก เพื่ออะไรคงไม่ต้องอธิบาย ต่อไปนี้คือเรื่องราว (ไม่) ทั้งหมดที่เราคุยกัน
 
ความเป็นไทยแบบมีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง มีมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือเพิ่งมีในสมัยปัจจุบัน
 
เพิ่งมีเมื่อสมัยจอมพลสฤษดิ์นี่เอง พระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนนี้ ถอยหลังไปไกลเลยก็ได้ เป็นใหญ่เฉพาะในเมืองไม่ได้เป็นใหญ่ในบ้าน ชาวบ้านจะนับถือพระ แล้วพระท่านจะสอนว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นตัวเลวร้าย คุณอ่านชาดกทุกเรื่องได้เลย พระเจ้าแผ่นดินในชาดกทุกเรื่องเป็นตัวเลวร้ายทั้งนั้น เพราะว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นตัวแทนของโลภจริต โทสจริต โมหจริต ชาวบ้านรู้เรื่องดีครับ ชาวบ้านจะไม่อยากมาเกี่ยวข้องกับในเมือง เพราะเห็นพระเจ้าแผ่นดิน เห็นพวกขุนนางเหมือนผี หนีได้หนี จำเป็นให้เขาเอาเปรียบก็เอาเปรียบบ้าง แล้วเขาก็มาเกณฑ์ไปเป็นทหาร ไม่เคยได้อะไรจากเมือง พูดตรงไปตรงมา 
 
เพิ่งมาเปลี่ยนในสมัยใหม่แล้ว ตั้งแต่รัชการที่ 4 เสวยราชย์ เพราะท่านศึกษาพุทธศาสนาจริงๆ จังๆ แต่พอเอาใจฝรั่งท่านก็เริ่มเปลี่ยน ที่ว่า “เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม” รัชกาลที่ 4 ใช้เป็น Propaganda (การโฆษณาชวนเชื่อ-ผู้สัมภาษณ์) ของท่าน พูดอย่างไม่เกรงใจ จนถึงกลางรัชกาลที่ 5 ขุนนางเขาเป็นใหญ่กว่าพระเจ้าแผ่นดินอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น คนที่รักพระเจ้าแผ่นดิน ตอนหลังพอเห็นว่าขุนนางเขาเป็นใหญ่ สงสารท่าน 
 
ความเป็นพุทธแบบที่เป็นอยู่นี้สร้างความเป็นไทยแบบมีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางขึ้นมา หรือความเป็นไทยแบบนี้สร้างความเป็นพุทธอย่างที่เห็นขึ้นมา
 
ต้องกลับไปที่ผมเอ่ยถึงรัชกาลที่ 4 เมื่อกี้นี้ก่อน รัชกาลที่ 4 ท่านพยายามจะเอาความเป็นพุทธเพื่อเสริมสร้างสถานะพระมหากษัตริย์เลย การตั้งคณะธรรมยุติกของท่านนั้นอาจจะไม่ใช่เครื่องช่วยเสริมสร้างสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ธรรมยุติกนั้นท่านใช้เป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะทางภาคอีสานเลย จะเห็นได้ภาคอีสานทั้งหมดที่เป็นธรรมยุติกนี่เข้าถึงสายวังทั้งหมดเลย 
 
แล้วทีหลังลูกชายท่านมาเป็นสกลมหาสังฆปริณายก (สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระวชิรญาณวโรรส-ผู้สัมภาษณ์) เอาวิธีธรรมยุติกมาหมดเลย ให้มหานิกายห่มแปลง ให้อุดหนุนพระมหากษัตริย์หมดเลยครับ แล้วไปดูซิครับพิธีกรรมต่างๆ ตามบ้านตามเมือง ตอนนี้เป็นแบบในวังหมดเลย สายสิญจน์ไม่ใช้เลย ใช้ภูษาโยง ตามในวัง ในวังปั่นหัวหมดเลย สมเด็จกรมพระยานริศ (สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ - ผู้สัมภาษณ์) ท่านรับสั่งเลยเมื่อเสด็จกลับจากยุโรปแล้วว่า พระเข้าไปฉันในวังนั้นฉันมือ ฉันในบาตร โปรดให้ฉันช้อนส้อม ท่านเล่าเลยว่า เก้งก้างๆ ฉันไม่เป็น จะเอาพระไปเป็นเครื่องมือที่จะล้างสมองคนให้มาเคารพนับถือพระมหากษัตริย์ แต่นี่ก็ไม่ใช่ของใหม่นะรัตนโกสินทร์นะครับ ทำมาตั้งแต่ไตรภูมิพระร่วงแล้ว ทุกวัดเลยครับเทศนาเรื่องเรื่องไตรภูมิ เพราะไตรภูมินั้น ปุพเพกตปุญญตา กษัตริย์เป็นผู้ที่ทำบุญมาเลิศดีกว่าคนอื่นทั้งหมด ขบวนการล้างสมองนี่ทำมาตลอดเลย 
 
แต่ว่าถ้าคณะสงฆ์แข็ง คณะสงฆ์ก็เป็นตัวห้ามล้อ เพราะคณะสงฆ์ที่รับสมณศักดิ์นั้น ท่านรับเพื่อจะมาช่วยราษฎร ไม่ใช่ช่วยพระเจ้าแผ่นดิน คุณดูสิสมเด็จพุฒาจารย์โต ในสมัยรัชกาลที่ 3 ท่านไม่รับสมณศักดิ์ เพราะรัชกาลที่ 3 เป็นเพียงพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ได้เป็นเจ้าฟ้า รับสมณศักดิ์ในรัชกาลที่ 4 อันนี้เป็น “โวหาร” (เพียงทำตามโลกสมมติ – ผู้สัมภาษณ์) ท่านมารับสมณศักดิ์เพราะรัชกาลที่ 4 เปลี่ยนแปลงมากเลย เพราะพระแต่ก่อนนี่เตือนพระเจ้าแผ่นดินได้ พอมาถึงรัชกาลที่ 4 ท่านถือว่าท่านฉลาดกว่าพระ ท่านติดต่อฝรั่ง สมเด็จพุฒาจารย์โตท่านถือว่าท่านไม่ได้ด้อยกว่า เพราะฉะนั้นท่านกล้าเตือนรัชกาลที่ 4 คืออีกนัยหนึ่งนี่พระเป็นปรโตโฆษะ (เสียงจากผู้อื่น/ความเห็นต่าง-ผู้สัมภาษณ์) เป็นกัลยาณมิตร ของพระเจ้าแผ่นดิน พอพระหมดสถานะอันนี้พระก็แย่เลย ยิ่งพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ รศ.121 เขียนชัดเจนเลยว่า กรรมการมหาเถรสมาคมเป็นการกสงฆ์มีหน้าที่ประชุมกันเพื่อถวายให้ทรงใช้พระบรมราชวินิจฉัยในการปกครองคณะสงฆ์ ชัดเจนเลยครับ แต่พระที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมเวลานี้รู้ตัวหรือเปล่า ไม่รู้ตัวเลย ให้เขาใช้เป็นเครื่องมือ 
 
แสดงว่า ความเป็นไทย ความเป็นพุทธถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
 
อีกอันหนึ่งเทศนาเสือป่า รัชกาลที่ 6 พูดชัดเจนเลย คนไทยต้องถือพุทธ พวกถือคริสต์นี่ไม่ใช่เลย พวกมุสลิมนั้นเป็นแขกไม่เป็นไรหรอก คนไทยต้องถือพุทธ และต้องมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นใหญ่เลย อ้างพุทธพจน์เลย “ในบรรดาผู้ที่นับถือโคตร กษัตริย์สูงกว่า” ที่จริงพุทธพจน์ฉบับนี้ (เจาะจง)เฉพาะผู้ที่นับถือโคตรเท่านั้นนะ ท่านไม่ได้รวมถึงผู้ที่ไม่นับถือโคตร แล้วมาอ้างกันแบบนี้ตลอดมา 

 
ในประวัติศาสตร์ก็จะมีคนที่มาท้าทายความเป็นไทยในความหมายที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง พุทธเป็นศูนย์กลาง อยู่เรื่อยๆ เช่นการท้าทายแบบจิตร ภูมิศักดิ์ แต่ก็จบลงด้วยความตายของเขา และความเข้มแข็งยิ่งขึ้นของอุดมการณ์กษัตริย์นิยม แล้วการท้าทายแบบสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ล่ะ อาจารย์มองว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร
 
ผมไม่รู้ สมศักดิ์คุณต้องไปถามเขา เพราะสมศักดิ์ผมเชื่อว่าเขาไม่แม่นยำเรื่องพุทธ และผมก็เชื่อว่าเขาไม่ได้เห็นคุณค่าของศาสนาพุทธเท่าไหร่ แต่สมศักดิ์เขาก็เป็นมาร์กซิสต์เต็มที่ ตอนหลังนี่ผมรู้สึกว่าเขามาให้ความสนใจสถาบันกษัตริย์ ผมก็รู้สึกว่าเป็นแนวโน้มที่ดี แต่ว่าผมพูดตรงไปตรงมา สถาบันกษัตริย์นั้นจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อสถาบันนี้รับใช้ราษฎร ไม่ใช่ราษฎรรับใช้สถาบันกษัตริย์ นี่ผมจะพูดวันที่ 30 นี้นะ EU เขาจัดประชุมใหญ่ 2 วัน ให้ผมพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์นี่แหละ ก็สรุปง่ายๆ สถาบันกษัตริย์ต้องรับใช้ราษฎร ถ้าไม่รับใช้ราษฎรก็ไม่มีประโยชน์ ก็เอาออกไปได้เลย 
 
ในบ้านเราก็เห็นพูดกันว่า มีปัญญาชนฝ่ายกษัตริย์นิยมในระดับมันสมอง อย่างคุณอานันท์ ปันยารชุน คุณหมอประเวศ วะสี อาจารย์มองสองท่านนี้อย่างไร
 
คุณอานันท์ ปันยารชุน พูดอย่างตรงไปตรงมานะ ผมไม่แน่ใจว่าเขาเป็นกษัตริย์นิยมหรือเปล่า เขานิยมพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ หมอประเวศท่านไม่เคยเปิดไต๋ออกมาเลยนะว่าท่านนิยมสถาบันกษัตริย์หรือเปล่า อันนี้อาจารย์ประเวศมีใครกล้าไปสัมภาษณ์ท่านไหม แต่ถึงสัมภาษณ์ท่านก็ไม่เปิดไต๋ ลึกๆอาจารย์ประเวศเหมือนกับผมเลยนะ สถาบันกษัตริย์ถ้ารับใช้ราษฎรก็สมควร ไม่รับใช้ก็ไม่มีความจำเป็น แต่ท่านจะไม่พูดเหมือนที่ผมพูดเท่านั้น 
 
แต่ท่านเหล่านี้ก็ไม่วิจารณ์การใช้สถาบันต่อสู้ทางการเมืองแบบที่พันธมิตรและองค์การพิทักษ์สยามทำ วิจารณ์แต่ฝ่ายการเมือง
 
คุณอานันท์นี่ลึกๆ เขาเป็นนักการทูต เขาต้องระวังท่าทีมาก พูดอย่างไม่เกรงใจ อาจารย์ประเวศอาจจะไม่ใช่นักการทูตเหมือนคุณอานันท์ แต่ในเรื่องสถาบันกษัตริย์ท่านเป็นนักการทูตชัดเจนเลย ท่านเป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดลด้วย เลยพูดอะไรมากกว่านั้นไม่ได้  ทั้งสองคนมีสถานะเหมือนกันอย่างหนึ่งคือต้องการเป็นที่เคารพสักการะ ผมนี่เป็นผู้ที่ต้องการคนมาด่า มาถ่มน้ำลายรดได้ ผมไม่เหมือนกับสองท่านนี้ ต่างกัน แต่ผมนี่เห็นว่าดำก็พูดว่าดำ เห็นว่าขาวก็พูดว่าขาว ผมไม่พูดอ้มค้อมไปๆมาๆ คุณชอบผมก็ชอบ ไม่ชอบผมก็แล้วไป เพราะฉะนั้น ก็ปรากฏว่าคนไม่ชอบผมมาก คุณอังคาร กัลยาณพงศ์ บอกว่า คุณสุลักษณ์นี่เป็นคนมีความสามารถมากในการเพาะศัตรู ไม่ใช่เพาะเห็ด (หัวเราะ) และผมก็ยอมรับยี่ห้อนี้
 
สังคมไทยตอนนี้อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ทั้งการเปลี่ยนผ่านรัชกาล และการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นประชาธิปไตย อาจารย์มองเห็นแนวโน้มอย่างไร 
 
ถ้าความเปลี่ยนผ่านเป็นไปเพื่อประชาธิปไตย โอกาสมีได้มากเลย และโอกาสนี้มันอยู่ใกล้มือมาก ใกล้แค่เอื้อมนะ แต่มันไม่เอื้อมกัน ยกตัวอย่างผู้นำเสื้อแดง ผู้นำเสื้อเหลืองเป็นพรรคพวกผมทั้งนั้น แต่มันไม่เคยเชื่อผมเลย ถ้าเชื่อผมนะแทนที่คุณจะมาทะเลาะกัน คุณมาจับมือคุยกัน และสิ่งที่คุณต้องรู้คือ เสื้อแดงก็ดี เสื้อเหลืองก็ดีมันไม่มีอำนาจที่แท้จริง เสื้อแดงไปอิงทักษิณก็ไม่ได้อิงจริง ทักษิณก็ไม่ได้เอากับราษฎรจริง เพราะคนเหล่านี้ก็รู้ เสื้อเหลืองก็รู้ว่าเสื้อเหลืองก็ไม่ได้เอาสถาบันจริงๆจังๆ คือนี่เราเล่นละครจนเราลืมไปแล้ว นี่ถ้าคุณเล่นละครคุณก็ต้องหาบทจริงจัง คนที่สำคัญที่สุดในบ้านเมืองคือราษฎร เช่นจินตนา (แก้วขาว) มด วนิดา (ตันติวิทยาพิทักษ์) มดนี่มันของจริงมันลงไปหาราษฎรจริงๆ ถ้าหัวหน้าเสื้อเหลิอง เสื้อแดงลงไปหาราษฎร อย่าไปนำเขา ไปเรียนจากเขา โอ้โหพวกนี้มันดีสารพัดเลย 
 
นี่ผมเขียนบทความจะลงปาจารยสารฉบับหน้า ผมเพิ่งไปอินเดียมา ราชโคปาผมรู้จักเหมือนผมรู้จักพิภพ (ธงไชย) เลย ตอนนี้เขาปลุกระดมทั่วประเทศเลย ก็คือจริงๆ ไปหาชาวบ้าน ไปร้องรำทำเพลงกับชาวบ้าน แล้วพวกเขาต้องการอะไร หนึ่งเลยคือต้องการที่ดินแล้วนายกฯเขาต้องให้ด้วย 
 
บ้านเราตอนนี้ราษฎรไม่มีที่ดิน แล้วทำไมเขากลัว ก็กลัวเพราะในหลวงมีที่ดินเยอะ พวกนี้ไม่กล้าแตะ ก็ถ้าท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่รักราษฎรก็เอาแผ่นดินมาแจกราษฎร โอ้โหคนรักตายเลย เจ้าเพชรราช (เจ้าเพชรราช รัตนวงศา - ผู้สัมภาษณ์) ท่านต่อสู้เพื่อเอกราชของลาว ท่านอยู่เมืองไทยพอท่านกลับไปได้ที่ดินหลวงพระบางทั้งหมดเป็นของท่าน ท่านไม่ได้แจกนะครับ ราษฎรมาซื้อ จ่ายท่านเท่าไรก็ได้ เขาก็มีศักดิ์ศรีที่เขาซื้อมา คอมมิวนิสต์รักเจ้าเพชรราชทั้งนั้นเลย ซึ่งง่ายๆ เส้นผมบังภูเขา
 
นี่ถ้าเผื่อคุณไปลง ถ้าพวกเสื้อเหลืองเสื้อแดงมีจิตสำนึก ลงไปหาราษฎรด้วยกัน จะเห็นประชาธิปไตยจริงๆ เลย เพราะคนข้างล่างมันพร้อม องค์กรพัฒนาเอกชนหลายต่อหลายฝ่ายก็พร้อม นี่ไปดูกันแต่ข้างบน ข้างบนผมเห็นว่าไม่มีความสำคัญเลย ใครจะมาไม่สำคัญเลย เพราะใครจะมาก็ตามมันมีกลุ่มผลประโยชน์ทั้งนั้น กลุ่มทักษิณจะฉวยองค์หนึ่ง กลุ่มเปรมจะฉวยองค์หนึ่ง พวกเสนาอำมาตย์ทั้งนั้น แล้วพวกนี้ไม่มีใครสนใจราษฎรเลย (เสียงสูง) ผมว่าเรามองประเด็นผิดกัน ไปมองข้างบนใครจะมา ใครจะไป สำหรับผมไม่สนใจเลย ไม่ว่าลูกชายเป็น ลูกสาวเป็น พูดแรงไปแล้วเขาจะจับผม... 
 
ในสถานการณ์เปลี่ยนผ่านเช่นนี้ อาจารย์มีความคาดหวังกับนักวิชาการ ปัญญาชน สื่อมวลชนในยุคนี้ยังไงบ้าง
 
ปัญญาชนกระแสหลักตัดทิ้งได้เลย เอาตัวรอด สื่อมวลชนกระแสหลักตัดทิ้งได้เลย เอาตัวรอด แต่นิมิตดีมันเริ่มมีสื่อมวลชนกระแสรอง แล้ว Thai PBS มันก็เริ่มมีแวว เพราะไม่อาศัยโฆษณา และถ้าเราฝึกเด็กรุ่นใหม่ๆให้ทำแบบนี้ได้จะดี แล้วช่องต่างๆเหล่านี้ก็จะมีคนดีๆมากขึ้น แม้กระทั่ง Voice TV ก็มีคนดีๆ อยู่ในนั้น ต้องเลือกคนครับ มหาวิทยาลัยก็เหมือนกัน มันมีครับ แต่มันมีน้อยมาก เพราะระบบมันเลวร้าย เพราะสังคมไทยระบบโครงสร้างมันเป็นความรุนแรงและอันตราย มหาวิทยาลัยทุกแห่งโครงสร้างเป็นเผด็จการ สภามหาวิทยาลัยเผด็จการ ฮั้วกันทั้งนั้นเลย เพราะมหาวิทยาลัยเห็นว่ามีหน้าที่อย่างเดียวคือกดขี่ราษฎร มีใครเขาบอกไงว่า “ระหว่างผู้กดขี่กับผู้ถูกกดขี่ ถ้าคุณไม่เลือกข้าง คุณก็อยู่ข้างผู้กดขี่” มหาวิทยาลัยอยู่ข้างผู้กดขี่ทั้งนั้น 
 
อาจารย์วิจารณ์พุทธศาสนามาก ขณะเดียวกันก็ยืนยันหลักการพุทธศาสนาด้วย อาจารย์คิดว่าโดยหลักการพุทธศาสนาจะช่วยให้สังคมเปลี่ยนผ่านอย่างสันติได้อย่างไร
 
หลักการพุทธศาสนาเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดเลยครับ เพราะเป็นหลักการซึ่งสามารถท้าทายกระแสหลักตะวันตกได้ แต่เมืองไทยไม่ใช่เมืองนับถือพุทธนะ เมืองไทยเป็นเมืองถือไสยศาสตร์  และตอนหลังไสยศาสตร์มันบวกกับขัตติยา ศักดินา แล้วตอนนี้มันมาบวกอยู่กับทุนนิยมบริโภคนิยม คุณดูสิสมณศักดิ์นี่เงินทั้งนั้น พัดยศนี่เพื่อจะเอาเงิน แล้วพระนี่เงี่ยนทั้งนั้นเลย พุทธศาสน์เขาสอนให้คุณแปรความเงี่ยนมาเป็นความรัก แปรความโกรธ ความเกลียดมาเป็นความรัก 
 
มันเป็นพื้นฐานครับ พื้นฐานของศาสนาพุทธนั้นคุณไม่ต้องนับถือพระพุทธเจ้าก็ได้ นี่คนไทยไม่เข้าใจอันนี้ แล้วตอนนี้ฝรั่งหันมาทางนี้มากกว่าเราเยอะเลย เบิร์กเลย์เมืองเล็กๆประชากร 300,000 คน มีที่นั่งภาวนา 60 ที่ วันธรรมดาคนมา ผมไปพูดที่เบิร์กเลย์ เซ็นเซ็นเตอร์ คราวที่แล้ว คนแน่นเลยครับ ในเมืองไทยผมพูดคนไม่อยากฟัง เห็นไหมเพราะเราไม่เข้าใจศาสนาพุทธ เหมือนอิตาลีนี่คนไม่รู้นะ อย่านึกว่าอิตาลีเป็นโรมันแคทอลิก ปัญญาชนบ้านเขาเองบอกมันเป็นไสยศาสตร์ มันเป็นเพเกิน (Paganism ลัทธินอกศาสนา-ผู้สัมภาษณ์) ทั้งนั้น แล้วโป๊ปก็เป็นตัวเพเกินที่สำคัญเลย ชัดเจนเลยครับ 
 
ศาสนาพุทธเนี่ย ขอโทษนะไม่ต้องมีพระก็ได้ ยิ่งพวกพระราชาคณะตัดทิ้งได้หมดเลย ถ้าพระจะมีควรมีพระเพียงจำนวนน้อย พระผู้ซึ่งทรงพรหมจรรย์ เป็นบรรพชิต เป็นแบบอย่างของราษฎร จะต้องมีจำนวนน้อย และต้องมีเวลาฝึกไตรสิกขา ต้องมีเวลาอบรม คุณจะเอาชนะความเงี่ยนได้ยังไง แล้วในสังคมบริโภคนิยมมันโปรโมทความเงี่ยนครับ มันราคะ โทสะทั้งนั้นเลย ถ้าพระไม่เข้มแข็งไม่มีทาง ผมยังเป็นห่วงท่าน ว. (วชิรเมธี) เลยเนี่ย ยิ่งดังยิ่งอยู่ในอันตราย พระพุทธเจ้าว่าคำสอนของท่านมันเหมือนกับงูพิษเลยนะ คุณจับไม่ดีมันงับคุณเลยนะ
 
เพื่อสะดวกที่คุณจะสรุปประเด็นได้ง่ายขึ้นนะ โดยสรุปคือ ผมเห็นว่าสถาบันกษัตริย์มีดีกว่าไม่มี แต่มีนั้นจะต้องรับใช้ราษฎร ต้องเปิดเผยโปร่งใส ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ แต่มีไว้ไชโยโห่ฮิ้วนี่ก็ดีเพราะคนมันยังชอบอยู่ มีพระราชพิธีอะไรต่างๆนี่โอเค แต่ต้องไม่สิ้นเปลืองมากเกินไป สำคัญอยู่ตรงนี้ เพราะว่าลึกๆ คนยังชอบอันนี้อยู่ครับ 
 
แล้วควรจะมีกฎหมายหมิ่นไหมครับ
 
ไม่มีสิ ไม่มีกฎหมายหมิ่น คือไม่มีอภิสิทธิ์อะไรทั้งสิ้น แต่นี่มันยากครับ คนถูกล้างสมองมานาน อย่างหมอตุลย์ (สิทธิสมวงศ์) นี่ผมเห็นใจเขานะ เพราะระบบการศึกษาทั้งหมดมันสอนให้คนเซื่อง มันไม่สอนให้ใครกล้าท้าทายเลย นี่ผมได้เปรียบ เพราะพ่อผมนี่แกสอนผมตลอดเวลาให้สู้ ให้เถียงกับแก เพราะฉะนั้น ผมด่าพ่อล้อแม่พี่น้องทั้งนั้นเลย แล้วผมก็พร้อมให้คนอื่นด่าผมนะ
 

 
อยากฟังคำถวายพระพร 5 ธันวาที่จะถึงนี้จากอาจารย์เป็นการปิดท้าย
 
ผมจะไปย่างกุ้ง ไปสวดมนต์ภาวนาที่พระเจดีย์ชเวดากอง พระเกศธาตุ ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อภิบาลรักษาพระมหากษัตริย์... แต่องค์พระมหากษัตริย์นั้นจะต้องเปิดเผย โปร่งใส มีกัลยาณมิตรที่คอยกล้าตักเตือนท่าน ท่านพร้อมที่จะอ่อนน้อมถ่อมตัว พร้อมจะเห็นว่าแม่ท่านก็เป็นไพร่มาก่อน แล้วพ่อท่านก็เป็นเจ้าฟ้าที่มีใจเข้าข้างไพร่ ถ้าท่านเดินตามพ่อตามแม่แบบนี้ ถือว่าเป็นการบูชาบุคคลที่ควรบูชา... 
 

บล็อกของ กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร

กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
สุรพศ ทวีศักดิ์กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
วิจักขณ์​ พานิชกลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
สุรพศ ทวีศักดิ์กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์พุทธศาสน์ของราษฎร
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
สุรพศ ทวีศักดิ์กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
สุรพศ ทวีศักดิ์กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
สุรพศ ทวีศักดิ์กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
สุรพศ ทวีศักดิ์กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร 
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร
วิจักขณ์ พานิชกลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร