Skip to main content
ท่ามกลางเปลวแดดที่แผดเผาจนผิวไหม้เกรียมแทบจะกลายเป็นเนื้อแดดเดียว  แม้จะสี่โมงเย็นแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าแสงแดดในบ้านเราจะยอมอ่อนแรงลงเลย  ยังคงสาดแสงอย่างเกรี้ยวกราดทำให้คนที่กำลังเดินอยู่นั่นแหละอ่อนแรงลงไปก่อน และแล้วก็ตั้งใจจะเรียกแท๊กซี่ (อีกแล้ว) แต่ก็ต้องยอมทนอีกนิดข้ามสะพานลอยไปเรียกรถอีกฝั่งหนึ่งดีกว่า เพื่อความสะดวกให้กับแท๊กซี่ไม่ต้องกลับรถ


เดินลงมาจากสะพานลอยใกล้ๆ กับป้ายรถเมล์ด้านหน้ามหาวิทยาลัยมหิดล ที่ศาลายา เริ่มสอดส่ายสายตามองหาแท๊กซี่ที่จะขับผ่านมาก็ยังไม่เห็นมี แต่แล้วก็พลันพบว่าบริเวณริมถนนที่เขาอนุญาตให้จอดรถได้ และเป็นการจอดแบบเฉียงๆ มีแท๊กซี่สีชมพูก็จอดอยู่แต่ก็เป็นการจอดแบบเฉียงๆ เรียบร้อยคล้ายกับว่าจะจอดพักหรือจอดรอผู้โดยสารเข้าไปทำธุระ แรกทีเดียวผู้เขียนเองก็คิดว่าจะมองข้ามแท๊กซี่คันนี้ไป แล้วจะยืนรอแท๊กซีคันอื่น แต่พอมองเห็นไฟเปิดว่า
"ว่าง" ก็เลยคิดว่า เขาก็น่าจะรับผู้โดยสารอยู่ก็เลยเข้าไปถาม ปรากฎว่าเขารับให้ขึ้นมาโดยสาร

ทันทีที่พอนั่งบนรถ คนขับแท๊กซี่ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อสีฟ้าเครื่องแบบแท๊กซี่และกางเกงยีนส์บอกว่า "ขอบคุณครับที่มาใช้บริการรถของผม ผมจอดรถในที่ๆ เขาให้จอดแบบเป็นระเบียบจะได้ไม่ไปเกะกะ แต่ก็กลัวเหมือนกันว่า คนจะไม่ขึ้น เพราะคิดว่าผมกำลังรอลูกค้าอยู่หรือเปล่า" แล้วก็พูดต่อไปอีกว่า "ผมชอบจอดเป็นระเบียบแบบชิดๆไม่ไปเกะกะ  แต่ก็กลัวเหมือนกันว่า คันอื่นที่ผ่านเข้ามาจะมาปาดหน้าไปหมด  มีหลายคนเคยว่าผมว่า จอดแบบนี้ก็ไม่ทันกินกับคนอื่นเขาหรอก"   

คำพูดของเขาทำให้ผู้เขียนไม่สามารถละเลยโดยไม่ตอบสนองบทสนทนาได้ก็เลยตอบเขาไปว่า
" ไม่ต้องกลัวหรอก คนเรานะถ้าคิดจะทำเรื่องดีๆ สิ่งดีๆ ก็จะมาหาเราเองแหละ แต่ถ้าคิดทำในเรื่องไม่ดีคงไม่ต้องให้ใครมาบอกหรือมาลงโทษเรา เราก็จะได้พบกับสิ่งที่ไม่ดีได้เหมือนกัน เมื่อคิดจะทำอะไรดีแล้ว ไม่ต้องไปกังวลหรอกว่าคนอื่นเขาจะคิดหรือจะว่าอย่างไร เราก็ทำของเราไปเรื่อยๆ  คอยดูกันสิว่า เราจะพบกับสิ่งที่ไม่ดีมั้ย"

คนขับแท๊กซี่เลยตอบกลับว่า "พี่พูดอย่างนี้เป็นกำลังใจให้ผมแท้ๆ ทำให้ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำอยู่นั้น ถูกต้องแล้ว ผมคงจะทำต่อไปๆ" แล้วเขาก็เล่าต่อถึงประสบการณ์ของเขาว่า เขาไม่ชอบการขับรถหรือการจอดรถที่ไม่มีระเบียบ เขาจะไม่ละเลยที่จอดรถตามจุดที่จัดให้  อย่างเช่น หน้าตึกบางตึกที่มีส่วนเว้าของถนนเข้าไปเป็นจุดจอดให้แท๊กซี่ได้รอรับผู้โดยสารอย่างมีระเบียบ แม้หลายครั้งจะโดนแท๊กซี่ที่มาจากไหนก็ไม่รู้เข้ามาปาดหน้าทำให้ต้องชวดผู้โดยสารไป แต่เขาก็พบว่า หลังจากนั้นเขาก็จะได้ผู้โดยสารคนต่อไปที่เรียกเขาไปในเส้นทางที่ส่วนใหญ่น่าพอใจ และเขาก็คิดว่าเขามักไม่ค่อยอับจนผู้โดยสารนัก

"มีอยู่ครั้งหนึ่งนะ แถวหน้าตึกเนชั่น ผมก็เข้าจอดรอผู้โดยสารบริเวณที่จอดรถ มีคนเดินออกมาพอดีผมคิดว่า เขาน่าจะมาที่รถผม แต่พอดีมีรถอีกคันหนึ่งมาจอดข้างหน้าเขาพอดี มือของเขาก็จับประตูรถ ตามองมาที่ผม แต่แล้วเขาขึ้นรถอีกคัน แต่แค่แป๊บเดียวนั้นแหละครับ มีผู้หญิงคนหนึ่งเขาเดินตรงมาที่รถผมเลย  ผมเลยถามว่าทำไมถึงเดินมาขึ้นรถผม เขาบอกว่า ก็เห็นคุณจอดรถเป็นระเบียบเรียบร้อยดี" คนขับแท๊กซี่เล่าเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขาทำนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

ผู้เขียนจึงช่วยยืนยันเขาไปว่า
"นั่นไง เห็นมั้ยว่า ยังไงเราก็จะไม่อับจนหรอกถ้าเราคิดทำในสิ่งที่ถูกต้อง" พร้อมกับคุยให้เขาฟังต่อว่า เวลาที่เราคิดทำในเรื่องที่ดีหรือเรื่องที่ถูกต้องนั้นเราไม่ควรที่จะท้อใจง่ายๆ โดยการไปคิดว่า เอ๊ะทำไมไม่เห็นมีใครเขาทำอย่างนี้เลย หรือ เวลาเห็นคนทำไม่ดีทั้งๆ ที่รู้ว่า เขาทำไม่ดี เราก็เลยทำเหมือนกันด้วย เพราะคิดไปเองว่า "ไม่เห็นเป็นไรเลย ใครๆ เขาก็ทำกัน" ผู้เขียนโยนคำถามไปว่า "เออ จริงๆ แล้วทำไมเวลาที่จะทำไม่ดีแล้วชอบเอาคนอื่นมาอ้างว่า ใครๆ เขาก็ทำกัน ทำไมเราถึงไม่เป็นผู้นำนะ ถ้าเรารู้ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งดี" แล้วสำทับเข้าไปอีกว่า " ถ้าคิดจะทำดีแล้ว อย่าไปท้อ"

คนขับแท๊กซี่ค่อนข้างเห็นด้วย และเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่เขาพบเจอในช่วงที่เขาทำดี และ ที่เขาทำไม่ดี เขาบอกว่าเขาสังเกตว่า การไม่พยายามจอดรถกีดขวางคนที่จะสัญจร หรือไม่พยายามที่จะแย่งผู้โดยสารกับแท๊กซี่คันอื่นๆ แบบไม่มีน้ำใจนั้น ทำให้การขับรถของเขาค่อนข้างราบรื่น แต่หากทำไม่ดีปั๊บบางทีก็เกิดเหตุในทันทีทันใดเห็นๆ

"ตอนผมขับแท๊กซี่ใหม่ๆ ตอนนั้นมีฝรั่งมาเรียกรถ ผมรู้ว่าจากจุดนั้นไปยังสถานที่ที่เขาเรียกถ้ากดมิเตอร์ก็ประมาณ 130  บาท  แต่ผมเรียกเขาไป  400  บาท โดยไม่กดมิเตอร์ รู้มั้ยครับว่าเกิดอะไรขึ้น พอขากลับผมขับรถมา พอดีรีบก็เลยปาดรถคันหน้าอีกคันกลายเป็นแซงบนเส้นทึบ ตำรวจยืนอยู่ตรงหน้าพอดี พอได้ยินค่าปรับผมถึงกับอึ้ง  400  บาท มันเท่ากับที่ผมไปโก่งราคาฝรั่งเขามาพอดี มันแปลกมากเลย ทำไมมันรวดเร็วทันตาเห็นอย่างนี้นะ  แล้วผมก็มาคิดได้ว่า นี่ขนาดผมโกงเล็กๆ น้อยๆ นะ ยังเห็นเลยว่ากรรมตามทัน ผมนึกไม่ออกเลยว่าคนที่โกงกินเยอะนั้นกรรมจะติดตามเขาไปอย่างไรบ้าง

สถานการณ์นี้คงไม่ใช่สถานการณ์เดียวแน่ๆ ที่เกิดขึ้นกับเขา นับว่า เขาคงเป็นคนที่มีบุญอยู่ไม่น้อยที่ทำให้เขาสังเกตเห็นเองว่าผลจากการกระทำทั้งในเรื่องดีและไม่ดีนั้นมีอะไรเกิดขึ้นกับเขาบ้าง แม้จะไม่ฉับพลันทันใด หรือแม้ว่าจะไม่เป็นไปในรูปแบบเดียวกันเหมือนกับการโกงและค่าปรับที่ได้รับ เขาบอกว่า บางทีเรื่องนี้อาจเหนือคำพิพากษาของมนุษย์ด้วยกัน แต่อาจมีใครหรืออะไรที่เหนือกว่าจับตาในการกระทำของเราอยู่  คนขับแท๊กซี่คนนี้เล่าต่อไปว่า ทุกวันนี้ในการทำงานของเขาจึงเป็นไปด้วยความเรียบง่ายไม่รีบเร่ง และ การเดินทางอยู่บนท้องถนนทำให้เขาได้เห็นกับผู้คนที่มีความยากลำบาก ถ้าครั้งไหนที่เขาช่วยได้เขาก็ไม่ลังเลที่จะช่วย

"เวลาที่ผมเห็นยายแก่ๆ เดินฝ่ากลางแดดร้อนมาขายของ เช่น ขายผักขายอะไร ผมก็จะลงไปช่วยซื้อ หรือบางทีก็ไปนั่งคุยด้วย แก้เบื่อ ผมจะไปกินข้าวร้านที่ไม่ค่อยมีคนกิน แต่หลายๆ ครั้งพอเข้าไปกินปรากฎว่าร้านนั้นก็มีคนเข้ามาเยอะแยะ จนบางทีเจ้าของร้านบอกว่า พรุ่งนี้มากินใหม่นะจะให้กินฟรี เพราะช่วยนำลูกค้ามาให้" เขาเล่าอย่างภาคภูมิใจ และในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทางที่ผู้เขียนจะต้องลง เขาก็ยังทิ้งท้ายเอาไว้อีกว่า "ไม่น่าเชื่อเลยว่ามาถึงตรงนี้วันนี้รถไม่ติดเลย แถมผมยังได้เส้นทางที่ผมจะได้มาทำธุระเสียด้วย เดี๋ยวส่งพี่เสร็จผมก็จะไปทำธุระข้างหน้านี่แหละครับ"

ผู้เขียนคิดว่า ไม่ว่าจะประจวบเหมาะหรือเป็นเรื่องบุญทำกรรมแต่งก็ดี คิดว่า คนเราหากคิดดี พูดดี และก็ทำดีแล้ว สิ่งๆดีย่อมเกิดขึ้นกับผู้นั้นแน่นอน แท๊กซี่คนนี้เช่นกัน ด้วยความที่เขาคิดดี ทำดี แล้วพูดดี ทำให้เขาดูมีท่าทีที่สบายๆ กว่าแท๊กซี่หลายๆ คันที่เคยพบ ที่มักจะมีอาการไม่สบอารมณ์เกิดขึ้นได้ง่าย  ผู้เขียนลงจากรถพร้อมจ่ายค่ารถ 200 บาท ซึ่งเพิ่มจากค่ามิเตอร์ไป 15 บาท คนขับกล่าวขอบคุณและขับรถไปด้วยความสบายใจ

บล็อกของ สุทธิดา มะลิแก้ว

สุทธิดา มะลิแก้ว
กลายเป็นเรื่องฮือฮาสำหรับการฉลองสงกรานต์ในปีนี้ (2554) เมื่อมีคนนำคลิปของเด็กสาวขึ้นเต้นโชว์เปลือยอกในการฉลองสงกรานต์ย่านสีลมที่มีผู้คนชมและเชียร์กันอย่างเมามันมาเผยแพร่กันอย่างแพร่หลายผ่านทางสังคมออนไลน์ รวมทั้งนักข่าวทุกสำนักก็ให้ความสนใจและนำเสนอกันอย่ากว้างขวาง มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมายว่า นี่เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือการกระทำที่ทำลายวัฒนธรรม บางคนถึงขั้นกล่าวหาเด็กสาวเหล่านี้ว่าเป็นโรคจิตด้วยซ้ำ
สุทธิดา มะลิแก้ว
    ญี่ปุ่น นับเป็นประเทศที่มีพัฒนาการอย่างมากในเรื่องของเทคโนโลยีที่ทันสมัย และเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าในทางวัตถุอย่างรวดเร็ว มีรถไฟหัวกระสุนที่มีความเร็วสูง มีตึกสูงๆที่สามารถรองรับแผ่นดินไหวได้ หรือแม้แต่โรงปฎิกรณ์ปรมาณูนั้นก็ยืนยันว่ามีระบบความปลอดภัยเป็นเยี่ยม นอกจากนั้นยังเป็นประเทศที่มีประชากรที่มีระเบียบวินัยและคุณภาพที่พร้อมรับมือกับภัยร้ายๆได้อย่างดี ทว่า สุดท้ายแล้วเมื่อธรรมชาติพิโรธอย่างหนัก ประเทศระดับญี่ปุ่นเองก็ยังยากที่จะรับมือ ประสาอะไรกับประเทศที่ไร้ระเบียบและขาดการเตรียมการอีกหลายประเทศ เห็นภาพภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นแล้ว…
สุทธิดา มะลิแก้ว
  เป็นเวลานานหลายสิบปีที่พื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตรซึ่งยังไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจนนั้นไม่ได้ถูกให้ความสนใจ ประชาชนที่อาศัยอยู่ที่นั่น แม้ต่างตอบตัวเองได้ว่าตัวเองเป็นพลเมืองของชาติใดหากต้องติดต่อกับทางราชการแต่ก็อยู่ร่วมกันด้วยดี ถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกันและทำมาหากินร่วมกันมายาวนาน การเดินข้ามไปข้ามมาในบริเวณนั้นก็มิได้เป็นปัญหา มิได้คิดว่าใครจะเข้ามารุกล้ำดินแดนใคร และในการใช้ชีวิตนั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข ทว่า บัดนี้มาเกิดกรณีพิพาทอันเนื่องมาจากการอ้างสิทธิ์บนพื้นที่นี้เกิดขึ้นจากรัฐบาลทั้งสองประเทศและยังไม่อาจแน่ใจว่าข้อพิพาทนี้จะยุติลงได้เมื่อใด…
สุทธิดา มะลิแก้ว
    “พี่รีบๆไปดูเถอะ ตอนนี้ยังดีอยู่ ได้ข่าวว่านายทุนเข้าไปซื้อที่ตรงนั้นไปเยอะแล้ว ไม่ช้าก็คงจะเปลี่ยนไปแน่นอน” ผู้จัดการเกสต์เฮาส์แห่งหนึ่งใน อ.ปาย บอก เมื่อถามว่า อำเภอใหม่เป็นไงบ้าง เพราะว่าดูจะไม่ไกลจากปายมากนัก และในอนาคตอาจไม่เห็นความเป็นธรรมชาติของที่นั่นแล้ว  
สุทธิดา มะลิแก้ว
“การย้ายถิ่นไม่ได้เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติทางประวัติศาสตร์แต่เป็นมิติของการพัฒนาที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นปัจจุบัน” ตอนหนึ่งในรายงานการพัฒนามนุษย์ปี 2552 (Human Development Report 2009) จัดทำขึ้นโดยโครงการการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nation Development Programme –UNDP) ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้
สุทธิดา มะลิแก้ว
เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวว่า อินโดนีเซียมีความไม่พอใจมาเลเซียเป็นอย่างยิ่งที่มาเลเซียนำเพลง ราซา ซายัง เอห์ ( Rasa Sayang Eh) มาเป็นเพลงประกอบโฆษณาการท่องเที่ยว โดยระบุว่าเพลงนั้นเป็นเพลงของอินโดนีเซียและบอกว่าเนื้อเพลงที่ร้องนั้นเป็นภาษาท้องถิ่นของเกาะอัมบน
สุทธิดา มะลิแก้ว
ไม่ว่าการตัดสินคดีของอองซาน  ซูจีจะปรากฎออกมาเยี่ยงใดก็ตาม  มินท์ เมี้ยต รู้ดีว่า คงไม่ได้เป็นไปตามตัวบทกฎหมายใดๆหรอก แต่คำตัดสินนั้นจะขึ้นอยู่กับว่าผู้นำรัฐบาลทหารพม่าต้องการให้ออกมาเช่นไร ตัวเขาเองนั้นรู้ซึ้งในเรื่องนี้ดีเพราะเคยมีโอกาสได้เข้าไปสู่กระบวนการนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว และเขารู้ดีว่า ชะตากรรมของชาวพม่านั้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเสียอีก หากคนๆ นั้นบังเอิญไปทำอะไรขวางหูขวางตารัฐบาลเข้า เช่นเดียวกับตัวเขาและภรรยาที่เป็นวิศวกรอยู่ดีๆ ก็ต้องมากลายเป็นนักโทษ และสุดท้ายต้องมาลงเอยด้วยการเป็นแรงงานข้ามชาติอยู่ในประเทศไทย 
สุทธิดา มะลิแก้ว
ดูเหมือนเหตุการณ์จะประจวบเหมาะมากที่จู่ๆ ชายชาวอเมริกันคนหนึ่งได้เข้าไปบ้านพักของนางออง ซานซูจีจี ผู้นำพรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ในช่วงที่นางจะหมดวาระการถูกกักบริเวณเพียงไม่กี่วัน และหากนางอองซาน ซูจีถูกตัดสินจำคุกก็เท่ากับว่านางและพรรคฝ่ายค้ายนั้นอาจไม่มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมกับแผน แผนปรองดองแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (Road Map for Democracy) เป็นแน่แท้ซึ่งเรื่องนี้ชาวโลกต่างให้ความสนใจว่า จริงๆ แล้วพม่ามีความจริงใจที่จะดำเนินการให้เกิดประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน
สุทธิดา มะลิแก้ว
1   ในระหว่างที่เห็นการนำเสนอข่าวอย่างครึกโครมเรื่องเด็กชายเคอิโงะ ลูกครึ่งญี่ปุ่นที่ออกมาตามหาพ่อ ก็คิดต่อทันทีว่า ไม่นานก็จะมีเด็กแบบเดียวกับเคอิโงะออกกันมาอีกแน่ๆ เพราะรู้ดีว่าเด็กแบบนี้ไม่ได้มีคนเดียวในประเทศไทยและยังคิดต่ออีกว่า หลังจากสื่อสามารถทำเรื่องชีวิตเด็กคนหนึ่งให้ฮือฮาได้แล้ว เรื่องของเด็กคนอื่นก็ไม่น่าสนใจอีกต่อไป แล้วทั้งรัฐและเอกชนที่โหมกระหน่ำความช่วยเหลืออย่างเช่นกรณีเคอิโงะก็จะหายไปด้วย
สุทธิดา มะลิแก้ว
ท่ามกลางเปลวแดดที่แผดเผาจนผิวไหม้เกรียมแทบจะกลายเป็นเนื้อแดดเดียว  แม้จะสี่โมงเย็นแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าแสงแดดในบ้านเราจะยอมอ่อนแรงลงเลย  ยังคงสาดแสงอย่างเกรี้ยวกราดทำให้คนที่กำลังเดินอยู่นั่นแหละอ่อนแรงลงไปก่อน และแล้วก็ตั้งใจจะเรียกแท๊กซี่ (อีกแล้ว) แต่ก็ต้องยอมทนอีกนิดข้ามสะพานลอยไปเรียกรถอีกฝั่งหนึ่งดีกว่า เพื่อความสะดวกให้กับแท๊กซี่ไม่ต้องกลับรถ
สุทธิดา มะลิแก้ว
ตอนที่ 1 สุข-ทุกข์อยู่บนท้องถนนเห็นจะต้องยอมรับเสียทีว่า ตัวเองนั้นเป็นที่ใช้รถเปลืองมากๆ ส่วนใหญ่ถ้าวันไหนต้องออกจากบ้านก็คงจะใช้อย่างน้อย 2 คันทีเดียว ทั้งหมดนี้ไม่ได้อวดโอ้แต่ประการใด เพียงแต่ว่า พาหนะหลักในการเดินทางของผู้เขียนเวลาที่อยู่กรุงเทพฯ นั้นก็คือแท็กซี่ แม้จะใช้รถไฟฟ้าหรือใต้ดินบ้างก็ยังต้องนั่งแท๊กซี่ไปที่สถานีรถไฟฟ้าหรือใต้ดินอยู่ดี   ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีมานี้จึงได้พบเรื่องราวหลากหลายในระหว่างการนั่งรถแท๊กซี่ และผ่านบทสนทนากับคนขับแท๊กซี่ที่ผู้เขียนได้ใช้บริการไม่ว่าสีไหนก็ตาม (อันนี้หมายถึงสีของรถแท๊กซี่ไม่เกี่ยวกับสีในอุดมการณ์ของคนขับ)…
สุทธิดา มะลิแก้ว
"It's your responsibility" หรือ "คุณนั่นแหละต้องรับผิดชอบ" เป็นคำพูดที่ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนพูดย้ำหลายครั้งต่อหน้าผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 1 พันคนเมื่อบ่ายวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมมหิตลาธิเบศร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเวทีมหกรรมภาคประชาชนอาเซียนครั้งที่ 4 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 -22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  สุรินทร์ พิศสุวรรณ กล่าวย้ำด้วยความภาคภูมิใจถึงการมีกฎบัตรอาเซียน โดยบอกว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้อาเซียนสามารถก้าวไปข้างหน้า เพราะถือเป็นกฎหมายสูงสุดที่ประเทศสมาชิกจะต้องปฎิบัติตาม การมีกฎบัตรจะทำให้อาเซียนมีฐานะเป็นนิติบุคคล และสิ่งที่ ดร.สุรินทร์…